Translate

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประมวล กฎหมายที่ดิน

กฎหมายที่ดิน เป็น สิ่งที่คนไทยทุกคนในแผ่นดินนี้น่าจะศึกษาไว้เป็นความรู้เรื่องกฎหมายที่ดินที่น่าจะมีประโยชน์แก่ทุกๆๆท่านไม่ใช่เรื่องยากถ้าเรารู้กฎหมายไว้บ้างก่อนการเข้าไปซื้อหาที่ดิน

ประมวลกฎหมายที่ดิน
-------------------------
หมวด
1
หมวด
1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
-------------------------
มาตรา
1 ในประมวลกฎหมายนี้
"
สำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเลด้วย
ที่ดิน" หมายความว่า ผืนที่ดินทั่วไป และให้หมายความรวมถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง
"
สิทธิในที่ดิน" หมายความว่า กรรมสิทธิ์ และให้หมายความรวมถึงสิทธิครอบครองด้วย
"
ใบจอง" หมายความว่า หนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราว
"
ประโยชน์ในที่ดินแล้ว
หนังสือรับรองการทำประโยชน์" หมายความว่า หนังสือคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำ
"
ใบนำด้วย
ใบไต่สวน" หมายความว่า หนังสือแสดงการสอบสวนเพื่อออกโฉนดที่ดิน และให้หมายความรวมถึง
"
ที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่า
"
แนวเขตที่ดิน หรือทราบที่ตั้งและเนื้อที่ของที่ดิน
โฉนดที่ดิน" หมายความว่า หนังสือสำรั๗แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และให้หมายความรวมถึงโฉนดแผน"ได้ทำประโยชน์แล้ว"การรังวัด" หมายความว่า การรังวัดปักเขต และทำเขต จด หรือคำนวณการรังวัด เพื่อให้ทราบที่ตั้ง
"
วิธีขาย แลกเปลี่ยน หรือให้เช่าซื้อที่ดิน
การค้าที่ดิน" หมายความว่า การได้มาและจำหน่ายไปซึ่งที่ดินเพื่อประโยชน์ในกิจการค้าหากำไรโดย
"
ส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น
2521
"
ทบวงการเมือง" หมายความว่า หน่วยราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลของราชการส่วนกลาง ราชการ" (นิยามคำ "ทบวงการเมือง" บัญญัติเพิ่มโดย L 336 (ฉบับที่ 2) ..ใช้บังคับ 12 ธันวาคม 2521)คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ
"
พนักงานอื่นซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนี้
พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการ ตามประมวลกฎหมายนี้ และ
"
อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมที่ดิน
"
ตามประมวลกฎหมายนี้
มาตรา
มาตรา
รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน และ2 ที่ดินซึ่งมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ถือว่าเป็นของรัฐ3 บุคคลย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในกรณีต่อไปนี้
(1)
โฉนดที่ดินตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้
ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามบทกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ หรือได้มาซึ่ง
(2)
มาตรา
บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย
มาตรา
ที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่
("
ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ หรือกฎหมายอื่น4 ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้4 ทวิ นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน"มาตรา 4 ทวิ" เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.. 2515 ใช้บังคับ
4
มีนาคม 2515)
มาตรา
5 ผู้ใดมีความประสงค์เวนคืนสิทธิในที่ดินให้แก่รัฐ ให้ยื่นคำขอเวนคืนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา
71
มาตรา
หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หากบุคคลนั้นทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ในที่ดิน หรือปล่อยที่ดินให้เปฯที่รกร้าง
ว่างเปล่า เกินกำหนดเวลาดังต่อไปนี้
6 นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับบุคคลใดมีสิทธิในที่ดินตามโฉนดที่ดิน หรือ
(1)
สำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน เกินสิบปีติดต่อกัน
(2)
ในที่ดินเฉพาะส่วนที่ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์หรือที่ปล่อยให้เป็นที่ร้างว่างเปล่า เมื่ออธิบดีได้ยื่นคำร้องต่อศาล
และศาลได้สั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าว ให้ที่ดินนั้นตกเป็นของรัฐเพื่อดำเนินการตามประมวล
กฎหมายนี้ต่อไป
2515
สำหรับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เกินห้าปีติดต่อกัน ให้ถือว่าเจตนาสละสิทธิ" ("มาตรา 6" แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ..ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2515)
มาตรา
7 (ยกเลิกแล้วโดย L 336 (ฉบับที่ 3) .. 2526 ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2526)
มาตรา
กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษา และดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควร
แก่กรณี อำนาจหน้าที่ดังว่านี้
รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้ก็ได้ ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ หรือเป็นที่ที่ได้หวงห้ามหรือสงวนไว้ตาม
ความต้องการของทบวงการเมือง อาจถูกถอนสภาพ หรือโอนไปเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น หรือนำไปจัดเพื่อ
ประชาชนได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
8 บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ถ้าไม่มี(1)
(1)
ร่วมกันแทนแล้ว การถอนสภาพหรือโอยให้กระทำโดยพระราชบัญญัติ แต่ถ้าพลเมืองได้เลิกใช้ประโยชน์ใน
ที่ดินนั้นหรือที่ดินนั้นได้เปลี่ยนสภาพไปจากการเป็นที่ดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และมิได้ตกไปเป็น
กรรมสิทธิ์ของผู้ใดตามอำนาจกฎหมายอื่นแล้ว การถอนสภาพให้กระทำโดยพระราชกฤษฏีกา
ที่ที่ดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ถ้าทบวงการเมือง รัฐวิสาหกิจหรือเอกชนจัดหาที่ดินมาให้พลเมือง ใช้
(2)
ทบวงการเมืองใด ถ้าทบวงการเมืองนั้นเลิกใช้หรือไม่ต้องการหวงห้ามหรือสงวนต่อไป เมื่อได้มีพระราช
กฤษฎีกาถอนสภาพแล้ว คณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ใช้หรือจัดหาประโยชน์ก็
ได้ แต่ถ้าจะโอนต่อไปยังเอกชน ให้กระทำโดยพระราชบัญญัติ และถ้าจะนำไปจัดเพื่อประชาชนตามประมวล
กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา การตราพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีการตาม
วรรคสองให้มีแผนที่แสดงเขตที่ดินแนบท้ายพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกานั้นด้วย
("
ที่ดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ หรือที่ดินที่ได้หวงห้ามหรือสงวนไว้ตามความต้องการของ"มาตรา 8" แก้ไขโดยประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515 ใช้บังคับ 4
มีนาคม
2515)
มาตรา
สภาพตามมาตรา
ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ก่อนที่จะจัดขึ้นทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้มีการรังวัดทำแผนที่ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดท้องที่
ประกาศการจัดขึ้นทะเบียนให้ราษฎรทราบมีกำหนดสามสิบวัน ประกาศให้ปิดในที่เปิดเผย ณ สำนักงานที่ดิน
ที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการกิ่งอำเภอ ที่ทำการกำนัน และในบริเวณที่ดินนั้น
การจัดขึ้นทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้มีแผนที่แนบท้าย
ประกาศด้วย
("
8 ทวิ ที่ดินของรัฐซึ่งมิได้ให้บุคคลใดมีสิทธิครอบครองหรือที่ดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันซึ่งได้ถอน8 (1) แล้วรัฐมนตรีมีอำนาจที่จะจัดขึ้นทะเบียนเพื่อให้ทบวงการเมืองใช้ประโยชน์ในราชการ"มาตรา 8 ทวิ" เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515 ใช้บังคับ 4
มีนาคม
2515)
มาตรา
แผ่นดินโดยเฉพาะ
อธิบดีอาจจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขนไว้เป็นหลักฐาน แบบ หลักเกณฑ์ และ
วิธีการออกหนังสือสำรัญสำหรับที่หลวงให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ที่ดินตามวรรคหนึ่งแปลงใดยังไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เขตของที่ดินดังกล่าวให้เป็นไปตาม
หลักฐานของทางราชการ
8 ตรี ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรือใช้เพื่อประโยชน์ของ" ("มาตรา 8 ตรี" เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13
ธันวาคม พ
.. 2515 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2515)
มาตรา
มิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ห้ามมิให้บุคคลใด
9 ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่และการป่าไม้ที่ดินของรัฐนั้นถ้ามิได้มีสิทธิครอบครอง หรือ
(1)
เข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผาป่า
(2)
ทรายในบิรเสณที่รัฐมนตรีประกาศหวงห้ามในราชกิจจานุเบกษา หรือ
ทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ที่ดิน ที่หิน ทีกรวด หรือที่
(3)
มาตรา
วิธีการและอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบัญญัติจังหวัด แต่ต้องไม่เกินอัตราตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้
ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน9 ทวิ ผู้รับอนุญาตตามมาตรา 9 ต้องเสียค่าตอบแทนเป็นรายปีให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตาม" ("มาตรา
9
ทวิ" เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515 ใช้บังคับ 4 มีนาคม
2515)
มาตรา
ประโยชน์ร่วมกันนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจจัดหาผลประโยชน์ ในการจัดหาผลประโยชน์ ให้รวมถึงจัดทำให้ที่ดิน
ใช้ประโยชน์ได้ ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่า และให้เช่าซื้อ
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดหาผลประโยชน์ ให้กำหนดโดยกฎกระทรวงแต่สำหรับการขาย การ
แลกเปลี่ยน และการใช้เช่าซื้อที่ดินต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรี การดำเนินการจัดหาผลประโยชน์ตามความใน
มาตรานี้ ให้คำนึงถึงการที่จะสงวนที่ดินไว้ให้อนุชนรุ่นหลังด้วย
มาตรา
ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้จัดหาผลประโยชน์สำหรับรัฐ หรือบำรุงท้องถื่นก็ได้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ
วิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา
ระยะเวลาอันจำดัด ทังนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนถึงกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่และการป่าไม้
มาตรา
จังหวัดขึ้น
จังหวัดใดมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งที่ทำการที่ดินมากกว่าหนึ่งแห่งให้รัฐมนตรีมีอำนาจจัดตั้งสำนักงาน
ที่ดินสาขาขึ้นโดยให้สังกัดอยู่ในสำนักงานที่ดินจังหวัด
การจัดตั้งสำนักงานที่ดินจังหวัดและสำนักงานที่ดินสาขา ให้ประกาศในราชกิจจนุเบกษา
หมวด
10 ที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองและมิใช่สาธารณะสมบัติของแผ่นดินอันราษฎรใช้11 การจัดหาผลประโยชน์ซึ่งที่ดินของรัฐตามนัยดังกล่าวมาในมาตราก่อนนี้ รัฐมนตรีจะมอบหมายให้12 ที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง รัฐมนตรีมีอำนาจให้สัมปทาน ให้หรือให้ใช้ใน13 เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจจัดตั้งสำนักงานที่ดิน2
การจัดที่ดินเพื่อประชาชน
-------------------
มาตรา
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงกลาโหม อธิบดีกรมการ
ปกครอง อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมชลประทาน
อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดี
กรมธนารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทเป็นกรรมการ อธิบดีเป็น
กรรมการ และเลขาธิการโดยตำแหน่ง และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งคณะรัฐมนตรี
แต่งตั้ง
บังคับ
14 ให้มีกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมจัดที่ดินแห่งชาติ" ประกอบด้วยรัฐมนตรีเป็นประธาน" ("มาตรา 14" แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515 ใช้4 มีนาคม 2515)
มาตรา
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นจากตำแหน่งคณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอีกก็ได้
15 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งมีกำหนดสี่ปี" ("มาตรา15"
ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
แก้334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515 ใช้บังคับ 4 มีนาคม
2515)
มาตรา
ตำแหน่งเมื่อ
16 นอกจากการออกจากตำแหน่งตามวาระตามความในมาตรา 15 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจาก
(1)
ตาย
(2)
ลาออก
(3)
หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
ต้องจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดที่เป็นลหุโทษ หรือความผิดที่มีโทษชั้นลหุโทษ
(4)
ในกรณีที่มีการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรานี้ ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการแทน
กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่างได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา
มาตรา
มาตรา
กรรมการคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีจำนวนเสียงลงคะแนนเท่ากัน ให้ประธานในที่
ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา
คณะรัฐมนตรีให้ออกจากตำแหน่ง17 การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมเกินกว่ากึ่งหนึ่งจึงเป็นองค์ประชุม18 ในเมื่อประธานไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการเลือกตั้งกันขึ้นเองเป็นประธาน19 การลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษานั้นให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ20 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1)
แผนการถือครองที่ดิน
วางนโยบายการจัดที่ดิน เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินสำหรับอยู่อาศัยและหาเลี้ยงชีพตามควรแก่อัตภาพ (2) วาง
(3)
สงวนและพัฒนาที่ดินเพื่อจัดให้แก่ประชาชน
(4)
สงวนหรือหวงห้ามที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน
(5)
อนุมัติโครงการการจัดที่ดินของทบวงการเมือง
(6)
ควบคุมการจัดที่ดินตามประมวลกฎหมายนี้และกฎหมายอื่น
(7)
ปฏิบัติการเกี่ยวกับที่ดินตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
(8)
คณะกรรมการได้ตามที่เห็นสมควร
มอบหมายให้ทบวงการเมืองที่เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งในมาตรานี้แทน
(9)
ปฏิบัติการอื่นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
(10)
ประมวลกฎหมายนี้
ระเบียบหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
โดย
วางระเบียบหรือข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดที่ดินหรือเพื่อกิจการอื่นตาม" ("มาตรา 20" แก้ไขL 336 (ฉบับที่ 3) .. 2526)
มาตรา
เกี่ยวข้องดำเนินการใด ๆ อันเกี่ยวกับการจัดที่ดินได้ และถ้าสามารถทำได้
ให้ทบวงการเมืองที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามที่ได้รับมอบอำนาจไปนั้นโดยไม่ชักช้า และเพื่อ
ประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้เจ้าพนักงานของทบวงการเมืองเช่นว่านั้นมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับพนักงาน
เจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้
ในการมอบอำนาจให้ทบวงการเมืองดำเนินการตามความในวรรคก่อน รัฐมนตรีจะให้ทบวงการเมือง
เช่นว่านั้นเบิกเงินในงบประมาณของกรมที่ดินไปใช้จ่ายตามรายการในงบประมาณแทนกรมที่ดินก็ได้
มาตรา
21 ให้รัฐมนตรีดำเนินการตามมติของคณะกรรมการ และมีอำนาจมอบหมายให้ทบวงการเมืองที่22 ให้รัฐมนตรีและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจดังต่อไปนี้
(1)
หลักฐานหรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ
มีหนังสือเรียกบุคคลใด ๆ มาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดที่ดิน และให้ส่งเอกสาร
(2)
การจัดที่ดิน และให้มีอำนาจสอบถามข้อเท็จจริง เรียกเอกสารหลักฐาน หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้อง จากบุคคลที่อยู่ใน
สถานที่หรือที่ดินเช่นว่านั้น มาตรวจพิจารณาได้ตามความจำเป็น
ในการนี้บุคคลเช่นว่านั้นต้องให้ความสะดวกแก่คณะกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามสมควร
มาตรา
การเมืองซึ่งมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา
แสดงแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง
มาตรา
พนักงานตามความหมายในกฎหมายลักษณะอาญา
มาตรา
สำรวจที่ดินก็ได้
เมื่อเป็นการสมควรจะสำรวจที่ดินในท้องที่ใด ให้คณะกรรมการประกาศท้องที่นั้นเป็นเขตสำรวจที่ดิน
ในราชกิจจานุเบกษา และให้ปิดประกาศนั้น ณ ที่ว่าการอำเภอและบ้านกำนันในตำบลที่อยู่ในเขตสำรวจ
ประกาศของคณะกรรมการดังกล่าวให้มีแผนที่ประเมินเขตที่ดินที่กำหนดให้เป็นเขตสำรวจที่ดินไว้ท้าย ประกาศ
ด้วย แผนที่ดังกล่าวนี้ให้ถือว่าเป็นส่วยแห่งประกาศ
เข้าไปยังสถานที่หรือที่ดินของบทวงการเมือง องค์การของรัฐหรือเอกชนเพื่อตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ23 ในการใช้อำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าพนักงานของทบวง21 ต้องมีบัตรประจำตัว และ24 ให้ถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่และเจ้าพนักงานที่ฆิบัติหน้าที่ตามความในประมวลกฎหมายนี้ เป็นเจ้า25 เพื่อประโยชน์ในการจัดที่ดินหรือการสำรวจความอุดมสมบูรณ์ของดิน คณะกรรมการจะจัดให้มีการ" ("มาตรา 25" แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
334
ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2515)
มาตรา
เขตสำรวจที่ดิน มีหน้าที่
26 ภายในเขตสำรวจที่ดินตามความในมาตรา 25 ให้ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้ครอบครองที่ดิน ซึ่งอยู่ใน
(1)
ประกาศกำหนดตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีเช่นนี้จะจัดให้บุคคลอื่นแจ้งแทนก็ได้
แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่ซึ่งที่ดินตั้งอยู่ภายในระยะเวลาที่ผู้ว่าราชการจังหวัด
(2)
เมื่อได้รับคำบอกกล่าวจากพนักงานเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าเป็นเวลาอันสมควร
นำหรือจัดให้บุคคลอื่นนำพนักงานเจ้าหน้าที่ไปชี้เขตที่ดินซึ่งตนมีสิทธิหรือครอบครองอยู่ ใน
(3)
ในกรณีที่จัดให้บุคคลอื่นนำชี้เขตที่ดิน ให้บุคคลซึ่งนำชี้เขตที่ดินเป็นผู้ลงชื่อรับรองการสำรวจที่ดินแทน
มาตรา
ของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองให้ราษฎรเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหาเลี้ยงชีพได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไป
ตามระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งให้รวมถึงรายการดั่งต่อไปนี้ด้วย คือ
ลงชื่อรับรองการสำรวจที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่เป็นจริง27 นอกจากที่ดินที่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐนำไปจัดตามกฎมายอื่นแล้ว อธิบดีมีอำนาจจัดที่ดิน
(1)
จำนวนที่ดินที่จะแบ่งให้ครอบครอง
(2)
หลักเกณฑ์สอบสวนคัดเลือกผู้เข้าครอบครอง
(3)
วิธีที่ผู้เข้าครอบครองพึงปฏิบัติ
(4)
หลักเกณฑ์การชดใช้ทุนที่ได้ลงไปในที่ดินนั้น และการเรียกค่าธรรมเนียมบางอย่าง
(5)
คณะกรรมการให้ประกาศในราชกิจจกนุเบกษา
มาตรา
ที่ดินต่อเนื่องจากบุคคลดังกล่าวได้ยื่นคำร้องขอผ่อนผันการแจ้งการครอบครองตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล
กฎหมายที่ดิน พ
คำสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิผู้ครอบครอง และทำ
ประโยชน์ในที่ดินนั้นที่จะใช้สิทธิตามาตรา
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
กิจการที่จำเป็นสำหรับการจัดแบ่งที่ดิน ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด และเงื่อนไขของ27 ทวิ ในกรณีที่ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน หรือผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยขน์ใน.. 2497 ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ และผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่ได้มี27 ตรีแห่งประมวลกฎหมายนี้" ("มาตรา 27 ทวิ" เพิ่มเติมโดย96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.. 2515 ใช้บังคับ 1 มีนาคม 2515)
มาตรา
27 ตรี เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้นของการสำรวจตามมาตรา 58
วรรคสอง ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญ
แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา
ในที่ดินนั้นติดต่อมาจนถึงวันทำการสำรวจรังวัด หรือพิสูจน์สอบสวน
ถ้าประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น ให้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ณ ที่ดินนั้นตั้งอยู่
ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันปิดประกาศ ถ้ามิได้แจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แต่
ได้มานำหรือส่งตัวแทนมานำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดตามวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศ
กำหนด ให้ถือว่ายังประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้น
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความ
รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย
("
5แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน.. 2497 หรือผู้ซึ่งรอคำสั่งผ่อนผันจากผู้ว่าราชการจังหวัดตามมาตรา 27 ทวิ แต่ได้ครอบครองและทำประโยชน์"มาตรา 27 ตรี" แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 3639)
มาตรา
หนึ่ง แล้วรายงานคณะกรรมการให้นำความในมาตรา
มาตรา
ท้องที่ใด ให้จัดให้บุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่นั้นได้รับ ได้ซื้อ ได้แลกเปลี่ยน หรือได้เช่าซื้อก่อน ต่อเมื่อมี
ที่ดินเหลืออยู่ จึงให้จัดให้บุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่อื่นได้รับได้ซื้อ ได้แลกเปลี่ยนหรือได้เช่าซื้อต่อไป
มาตรา
หลักฐานก่อน และเมื่อปรากฎแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่า บุคคลที่ได้จัดให้เข้าครอบครองที่ดินได้ทำประโยชน์ใน
ที่ดิน และทั้งได้ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด และเงื่อนไขที่คระกรรมการกำหนดโดยครบถ้วนแล้ว
ก็ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้โดยเร็ว
ปฏิวัติ ฉบับที่
28 ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุรรมการเพื่อช่วยเหลือในตการดำเนินกิจการอย่างใดอย่าง17 มาตรา 18 และมาตรา 19 มาใช้บังคับโดยอนุโลม29 ในการดำเนินการตามความในมาตรา 27 ที่ดินที่ได้รับมาโดยบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ ตั้งอยู่ใน30 เมื่อได้จัดให้บุคคลเข้าครอบครองในที่ดินรายใดแล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบจองให้ไว้เป็น" ("มาตรา 30" แก้ไขโดยประกาศของคณะ334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515 ใช้บังคับ 4 มีนาคม 2515)
มาตรา
มาตรา
31 โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ได้ออกสืบเนื่องมาจากใบจองตามมาตรา 30 และ33 ห้ามมิให้ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นในกรณีดังต่อไปนี้
(1)
วันได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
ถ้าเป็นกรณีที่ได้ออกใบจองในหรือหลังวันที่ 14 ธันวาคม พ.. 2515 ห้ามโอนภายในกำหนดสิบปี นับแต่
(2)
สาธารณูปโภคและอื่น ๆ เนื่องจากการจัดที่ดิน ห้ามโอนภายในกำหนดห้าปี นับแต่วันได้รับโฉนดที่ดินหรือ
หนังสือรับรองการทำประโยชน์
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ที่ดินนั้นตกทอดทางมรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง
องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ
หรือโอนให้แก่สหกรณ์เพื่อชำระหนี้โดยได้รับอนุมัติจากนายทะเบียน สหกรณ์ภายในกำหนดเวลาห้ามโอนตาม
วรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี
ถ้าเป็นกรณีที่ได้ออกใบจองก่อนวันที่ 14 ธันวาคม พ.. 2515 เฉพาะที่รัฐให้การช่วยเหลือในด้าน" ("มาตรา 31" แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528)
มาตรา
ข้อกำหนด หรือเงื่อนไขของคณะกรรมการ อธิบดีมีอำนาจสั่งให้บุคคลนั้นออกไปจากที่ดินนั้นได้ และนับตั้งแต่
วันได้รับคำสั่ง ให้บุคคลนั้นขาดสิทธิอันจะพึงได้ตามระเบียบข้อบังคับทั้งหลายทันที
ถ้าบุคคลนั้นไม่พอใจคำสั่งดังกล่าวในวรรคก่อน ก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในกำหนด
สามสิบวัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง แต่ถ้ารัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยสั่งการภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันได้รับ
อุทธรณ์ ให้ถือว่ารัฐมนตรีสั่งให้มีสิทธิครอบครองในที่ดินนั้นต่อไป
แต่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด และเงื่อนไขของคณะกรรมการตามเดิม
คำสั่งของรัฐมนตรีให้ถือเป็นที่สุด
มาตรา
ที่สภาพของที่ดินเป็นแปลงเล็กแปลงน้อยก็ดี
ราษฎรจะขออนุญาตจับจองที่ดินได้โดยปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่
คณะกรรมการกำหนด และเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาตแล้ว ก็ให้ออกใบจองให้ต่อไป
หมวด
32 บุคคลใดเข้าครอบครองที่ดินตามนัยแห่งบทบัญญัติมาตรา 30 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ33 ในเขตทัองที่ใดที่คณะกรรมการยังมิได้ประกาศเขตสำรวจที่ดินตามความในหมวดนี้ก็ดี หรือในกรณี3
การกำหนดสิทธิในที่ดิน
----------------------
มาตรา
34 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
35 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
36 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
37 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
38 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
39 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
40 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
41 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
42 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
43 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
44 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
45 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
46 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
47 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
48 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
49 (ยกเลิกแล้ว โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
การขาย หรือให้เช่าซื้อตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง และให้อธิบดีมีอำนาจ เรียก
ค่าธรรมเนียมได้ไม่เกินร้อยละห้าของราคาที่จำหน่ายนั้น
ถ้าจำหน่ายไม่ได้ภายในสองปี ให้อธิบดีโดยอนุมัติ รัฐมนตรีมีอำนาจจัดการขายที่ดินนั้นด้วยวิธีผ่อนส่ง
ภายในสิงปี
อำนาจตามความที่กล่าวในวรรคแรกนั้น เมื่ออธิบดีเห็นเป็นการสมควรจะจัดแบ่งที่ดินออกเป็นแปลง ๆ
เพื่อ51 ในกรณีที่อธิบดีจะใช้อำนาจจำหน่ายที่ดินตามประมวลกฎหมายนี้ ให้ผู้มีสิทธิในที่ดินอันจะพึง52 ในกรณีที่อธิบดีเห็นสมควรจะใช้อำนาจจำหน่ายที่ดิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งไปให้ผู้มีสิทธิในที่ดิน53 นับแต่วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบตามความในมาตรา 52 ให้อธิบดีมีอำนาจครอบครองที่ดิน54 เมื่อมีการจำหน่ายที่ดินของผู้ใดตามนัยแห่งประมวลกฎหมายนี้โดยวิธีเช่าซื้อหรือผ่อนชำระราคา ให้
(1)
กรณีการจำหน่ายตามมาตรา 39 ให้ผ่อนชำระราคาที่ดินภายในห้าปี
(2)
ที่ดินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยร้อยละสามต่อปีของราคาที่ดินที่ค้างชำระจากผู้ซื้อหรือผู้เช่าซื้อ ให้แก่ผู้มีสิทธิในที่ดินเดิม
มาตรา
ในสัญญาซื้อขายหรือสัญญาเช่าซื้อแล้วแต่กรณี ให้อธิบดีมีอำนาจเรียกที่ดินคืน ในการเรียกที่ดินคือ ให้สิทธิใน
ที่ดินตกเป็นของกรมที่ดินในวันที่ผู้ซื้อหรือผู้เช่าซื้อได้ทราบ หรือควรจะได้ทราบถึงการเรียกที่ดินคืน
หมวด
กรณีการจำหน่ายตามมาตราอื่น ให้ผ่อนชำระราคาที่ดินภายในสิบปี สำหรับผ่อนชำระราคา55 ในกรณีการขายหรือให้เช่าซื้อที่ดินตามความในมาตรา 50 ถ้าผู้ซื้อหรือผู้เช่าซื้อไม่ปฏิบัตตามเงื่อนไข4
การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
----------------------
มาตรา
ที่ดิน รวมทั้งในแทนของหนังสือดังกล่าวมาแล้วนั้น ให้กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา
ของผู้มีสิทธิในที่ดิน ตำแหน่งที่ดิน จำนวนเนื้อที่ รูปแผนที่ของที่ดินแปลงนั้นซึ่งแสดงเขตข้างเคียงทั้งสี่ทิศ ให้
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งอธิบดีมอบหมาย เป็นผู้ลง
ลายมือชื่อและประทับตราประจำตำแหน่งของเจ้าพนักงานที่ดินเป็นสัคัญ กับให้มีสารบัญสำหรับจดทะเบียนไว้
ด้วย
โฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ทำเป็นคู่ฉบับรวมสองฉบับ มองให้ผู้มีสิทธิในที่ดิน
ฉบับหนึ่ง อีกฉบับหนึ่งเก็บไว้ ณ สำนักงานที่ดิน สำหรับคู่ฉบับที่เก็บไว้ ณ สำนักงานที่ดินนั้น จะจำลองเป็น
รูปถ่ายไว้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ถือเสมือนเป็นต้นฉบับ
56 แบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการออกในจอง หนังสือรับรองการทำประโยชน์ ในไต่สวน หรือโฉนด57 โฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้มีข้อความสำรัยดังต่อไปนี้ ชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่" ("มาตรา 57" แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528
ใช้บังคับ
1 มกราคม 2529)
มาตรา
ใดในปีใด ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่ หรือพิสูจน์
สอบสวนการทำประโยชน์สำหรับปีนั้น เขตจังหวัดที่รัฐมนตรีประกาศกำหรดไม่รวมท้องที่ที่ราชการได้จำแนก
ให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร
เมื่อได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดท้องที่และวันเริ่มต้นของ
การเดินสำรวจรังวัดในท้องที่นั้น โดยปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานที่ดิน ที่ว่าการอำเภอ ที่ว่าการกิ่งอำเภอ ที่ทำ
การกำนัน และที่ทำการผู้ใหญ่บ้านแห่งท้องที่ก่อนวันเริ่มต้นสำรวจไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
เมื่อได้มีประกาศของผู้ว่าราชการจังหวัดตามวรรคสอง ให้บุคคลตามมาตรา
ตัวแทนของบุคคลดังกล่าว นำพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่มอบหมายเพื่อทำการสำรวจรังวัทำ
แผนที่ หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินของตนตามวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้นัดหมาย
ในการเดินสำรวจพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เจ้า
พนักงานที่ดินมีอำนาจแต่งตั้งผู้ซึ่งได้รับการอบรมในการพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ เป็นเจ้าหน้าที่ออกไป
พิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์แทนตนได้
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคสี่ ให้เจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
("
58 เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรจะให้มีการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในจังหวัด58 ทวิ วรรคสอง หรือ"มาตรา 58ป แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528 ใช้บังคับ 1 มกราคม 2529)
มาตรา
การทำประโยชน์ในที่ดินตามมาตรา
การทำประโยชน์แล้วแต่กรณี
ให้แก่บุคคลตามที่ระบุไว้ในวรรคสอง เมื่อปรากฎว่าที่ดินที่บุคคลนั้นครอบครองเป็นที่ดินที่อาจออก
โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามประมวล กฎหมายนี้
บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่งให้
ได้ คือ
58 ทวิ เมื่อได้สำรวจรังวัดทำแผนที่พิสูจน์สอบสวน58 แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง
(1)
ประโยชน์โฉนดตราจอง ตราจองที่ตราว่า
ที่ดินเพื่อการครองชีพ
ผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน มีใบจอง ใบเหยียบย่ำ หนังสือรับรองการทำ"ได้ทำประโยชน์แล้ว" หรือเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัด
(2)
ผู้ซึ่งได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี
(3)
และไม่มีใบของ ใบเหยียบย่ำ หรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินตามวรรคสอง
หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย
สำหรับบุคคลตามวรรคสอง
ได้ไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่ จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการเฉพาะราย ทั้งนี้ ตาม
ระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
ภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือปนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้
บุคคลตามวรรคสอง
มรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง
องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดย
พระราชบัญญัติ หรือโอนให้แก่สหกรณ์เพื่อชำระหนี้โดยได้รรับอนุมัติจากนายทะเบียนสหกรณ์ ภายในกำหนด
ระยะเวลาห้ามโอนตามวรรคห้า ที่ดินนั้นไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี
(
ผู้ซึ่งครอบครองที่ดิน และทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ(1) ให้(2) และ (3) ให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วแต่กรณี(3) ผู้ได้มาซึ่งสิทธิไนที่ดินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทาง" ("มาตรา 58 ทวิ" แก้ไขโดย L 336ฉบับที่ 4) .. 2528 ใช้บังคับ 1 มกราคม 2529)
มาตรา
ประโยชน์ซึ่งใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศในท้องที่ใด ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดท้องที่นั้น
และวันที่เริ่มดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
การทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินตามวรรคหนึ่ง ให้นำหลักฐานเกี่ยวกับระวางรูปถ่ายทางอากาศที่ใช้กับ
หนังสือรับรองการทำประโยชน์มาปรับแก้ตามหลักวิชาการแผนที่รูปถ่ายทางอากาศโดยไม่ต้องทำการสำรวจ
รังวัด เว้นแต่กรณีจะเป็นให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการสำรวจรังวัด
เมื่อถึงกำหนดวันที่เริ่มดำเนิการออกโฉนดที่ดินตามประกาศของรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง แล้วให้ระงับ
การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใด ๆ ที่ต้องมีการรังวัดสำหรับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยใช้
ระวางรูปถ่ายทางอากาศในท้องที่ดังกล่าว เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจะอนุญาตเฉพาะรายก็ได้ ทั้งนี้
ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดการออกโฉนดที่ดินตามมาตรานี้ ให้ออกแก่ผู้ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในหนังสือ
รับรองการทำประโยชน์
เมื่อได้จัดทำโฉนดที่ดินแปลงใดพร้อมที่จะแจกแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินประกาศกำหนดวันแจกโฉนด
ที่ดินแปลงนั้นแก่ผู้มีสิทธิ และให้ถือว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินแปลงนั้นได้ยกเลิกตั้งแต่วัน
กำหนดแจกโฉนดที่ดินตามประกาศดังกล่าว และให้ส่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ยกเลิกแล้วนั้นคืนแก่เจ้า
พนักงานที่ดิน เว้นแต่กรณีสูญหาย
58 ตรี เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรจะให้มีการออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำ" ("มาตรา 58 ตรี" เพิ่มเติมโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528 ใช้บังคับ 1
มกราคม
2529)
มาตรา
เฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา
เห็นสมควรให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์
และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้มีสิทธิครอบครองทิ่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้
ครอบครองและทำประโยชนืในที่ดินต่อเนื่องมาจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองด้วย
59 ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการ58 แล้วหรือไม่ก็ตาม เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณา" ("มาตรา 59"
แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.. 2515 ใช้บังคับ 1 มีนาคม 2515)
มาตรา
สำคัญแสดงกรรมสิทธิที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา
กฎหมายที่ดิน พ
ถ้ามีความจำเป็นจะขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะราย เมื่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควรให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่
ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ตามระเบียบที่คระกรรมการกำหนด
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้
ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย
ของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
59 ทวิ ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ โดยมีหนังสือ5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล.. 2497 แต่ไม่รวมถึงผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 27 ตรี" ("มาตรา 59 ทวิ" เพิ่มเติมโดยประกาศ96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.. 2515 ใช้บังคับ 1 มีนาคม 2515)
มาตรา
แตกต่างไปจากเนื้อที่ตามใบแจ้งการครอบครองตามมาตรา
59 ตรี ในการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ถ้าปรากฎว่าเนื้อที่ที่ทำการรังวัดใหม่5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมลวกกฎหมายที่ดิน.. 2497
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ได้เท่าจำนวนเนื้อที่ที่ได้ทำประโยชน์
ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
วันที่
" ("มาตรา 59 ตรี" เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลง29 กุมภาพันธ์ พ.. 2515 ใช้บังคับ 1 มีนาคม 2515)
มาตรา
ในที่ดินเดิมมีรายการภาระผูกพัน หรือมีรายการเปลี่ยนแปลงผู้มีสิทธิในที่ดินในระหว่างดำเนินการออกโฉนด
ที่ดิน ให้ยกรายการดังกล่าวมาจดแจ้งไว้ในโฉนดที่ดินด้วย
59 จัตวา การออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 58 ทวิ มาตรา 58 ตรี และมาตรา 59 ถ้าหนังสือแสดงสิทธิ" ("มาตรา 59 จัตวา" เพิ่มเติมโดย L 336 (ฉบับที่ 4)
.. 2528 ใช้บังคับ 1 มกราคม 2529)
มาตรา
เป็นอันยกเลิก และให้ส่งหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ยกเลิกแล้วนั้นคืนแก่เจ้าพนักงานที่ดิน เว้นแต่กรณีสูญหาย
("
59 เบญจ การออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 58 ทวิ และมาตรา 59 ให้ถือว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเดิม"มาตรา 59 เบญจ" เพิ่มเติมโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528 ใช้บังคับ 1 มกราคม 2529)
มาตรา
เจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานที่ดิน แล้วแต่กรณี มีอำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันได้ ก็ให้
ดำเนินการไปตามที่ตกลง หากตกลงกันไม่ได้ ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด สาขามี
อำนาจพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควร
เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาสั่งประการใดแล้วให้แจ้งเป็นหนังสือต่อ
คู่กรณีเพื่อทราบ และให้ฝ่ายที่ไม่พอใจไปดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ใน
กรณีที่ได้ฟ้องต่อศาลแล้ว ให้รอเรื่องไว้
เมื่อศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งถึงที่สุดประการใด จึงให้ดำเนินการไปตามกรณี ถ้าไม่ฟ้องภายใน
กำหนด ก็ให้ดำเนินการไปตามที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาสั่ง แล้วแต่กรณี
60 ในการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ถ้ามีผู้โต้แย้งสิทธิกัน ให้พนักงาน("
มาตรา
60" แก้ไขเติมโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528 ใช้บังคับ 1 มกราคม 2529)
มาตรา
และนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพยืให้แก่ผู้ใดโดย
คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย(ให้การ61 วรรคสอง(ฉบับที่ 4)
ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน
การสอบสวนตาม
มาตรา
หนึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งสำเนาการสอบสวนให้อธิบดี
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างน้อยต้องมีเจ้าพนักงานฝ่าย
ปกครอบและตัวแทนคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ดินนั้นต้องอยู่เป็นกรรมการ
การสอบสวนตามวรรคสอง ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จและส่งให้อธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน
กำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้มีคำสั่งให้ทำการสอบสวนในกรณีที่คระกรรมการสอบสวนไม่สามารถดำเนินการ
ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว
ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตุที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จ ต่ออธิบดีหรือรองอธิบดี
มอบหมายเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน โดยให้อธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งขยาย
ระยะเวลาดำเนินการได้ตามความจำเป็นแต่ไม่เกินหกสิบวัน
ให้อธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับ
รายงานการสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคสี่
เมื่ออธิบดีหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายพิจารณาประการใดแล้ว ก็ให้ดำเนินการไปตามนั้น
การดำเนินเพิกถอนแก้ไขตามความในมาตรานี้ ถ้าไม่ได้โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ
ประโยชน์มาให้ถือว่าโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นสูญหาร ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบ
แทนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเพื่อดำเนินการต่อไป
ถ้ามีการคลาดเคลื่อนเนื่องจากเขียนหรือพิมพ์ข้อความผิดพลาดโดยมีหลักฐานชัดแจ้งและผู้มีส่วนได้เสีย
ยินยอมเป็นลายลักษณือักษรแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจหน้าที่แก้ไขให้ถูกต้องได้
ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดิน
ดำเนินการตามคพพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด
การตั้งคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวน การแจ้งผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้โอกาสคัดค้าน และการ
พิจารณาเพิกถอนแก้ไข ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
.. 2528 ที่ได้ดำเนินการมาก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแห้(ฉบับที่ 9) .. 2543 1 เมษายน 2543) เป็น61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ การสอบสวนตามความในวรรค) คณะกรรมการสอบสวนการออกโฉนดที่ดินหรือ" ("มาตรา 61" แก้ไขโดย
L
336 (ฉบับที่ 9) .. 2543)
มาตรา
คดีถึงที่สุดแล้ว
ให้ศาลแจ้งผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุด หรือคำสั่งนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินแห่งท้องที่ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่
ด้วย
มาตรา
ที่ดินนั้นได้
เมื่อได้ออกใบแทนไปแล้ว โฉนดที่ดินเดิมเป็นอันยกเลิก เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น สำหรับการขอ
ใบแทน ใบจองหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือใบไต่สวนให้นำความดังกล่าวข้างต้นมาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา
อันตราย ชำรุด สูญหายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา
จากผู้มีสิทธิในที่ดินมาพิจารณาแล้วจัดทำขึ้นใหม่ โดยอาศัยหลักฐานเดิมได้
(
62 บรรดาคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ออกโฉนดที่ดินแล้ว เมื่อศาลพิจารณาพิพากษา63 โฉนดที่ดินของผู้ใดเป็นอันตราย ชำรุด สูญหายด้วยประการใด ให้เจ้าของมาขอรับใบแทนโฉนด64 ถ้าโฉนดที่ดิน ใบไต่สวน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือใบจองฉบับสำนักงานที่ดินเป็น71 มีอำนาจเรียกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าว" ("มาตรา 64" แก้ไขโดย L 336ฉบับที่ 2) .. 2521 ใช้บังคับ 12 ธันวาคม 2521)
หมวด
5
การรังวัดที่ดิน
----------------------
มาตรา
มาตรา
หรือผู้ครอบครองในเวลากลางวันได้ แต่จะต้องแจ้งให้ผู้มีสิทธิในที่ดินทราบเสียก่อน และให้ผู้มีสิทธิในที่ดิน
หรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นอำนวยความสะดวกตามควรแก่กรณี
ในกรณีต้องสร้างหมุดหลักฐานลงได้ตามความจำเป็นในการรังวัด เมื่อมีความจำเป็นและโดยสมควร
พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะขุดดิน ตัด รานกิ่งไม้ หรือกระทำการอย่างอื่นแก่สิ่งที่กีดขวางแก่การรังวัดได้
เท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ให้ระลึกถึงการที่จะให้เจ้าของได้รับความเสียหายน้อยที่สุด
มาตรา
ที่ใด ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดนอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำลาย ดัดแปลง เคลื่อนย้าย ถอดถอนหลักหมาย เขตหรือ
หมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่นั้นไปจากที่เดิม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานที่ดิน
มาตรา
ที่ดินเพื่อขออนุญาต
ในกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อนุญาต ให้เจ้าของที่ดินมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสิบห้าวันนับ
จากวันที่ทราบคำสั่งไม่อนุญาต ให้รัฐมนตรีสั่งภายในหกสิบวันนับจากวันได้รับอุทธรณ์ คำสั่งรัฐมนตรีให้เป็น
ที่สุด
ถ้ารัฐมนตรีไม่สั่งภายในกำหนดหกสิบวันดั่งกล่าวในวรรคก่อน ให้ถือว่าอนุญาต
มาตรา
ประกาศให้ผู้มีสิทธิในที่ดินทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
การประกาศให้ทำหนังสือปิดไว้ในบริเวณที่ดินเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบด้วยและให้แจ้งกำหนด วัน
เวลา ไปให้ผู้มีสิทธิในที่ดินทราบอีกชั้นหนึ่ง และใหผู้มีสิทธิในที่ดินนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดสอบเขต
ที่ดิน ผู้มีสิทธิในที่ดินตามความในวรรคก่อน จะตั้งตัวแทนนำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินของ
ตนก็ได้ ที่ดินที่ได้ทำการสอบเขตแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจทำโฉนดที่ดินให้ใหม่แทนฉบับเดิม ส่วน
ฉบับเดิมเป็นอันยกเลิกและให้ส่งคืน
มาตรา
ที่ดินนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ไปทำการรังวัดให้ ในการรังวัด ถ้าปรากฏว่าการ
ครอบครองไม่ตรงกับแผนที่หรือเนื้อที่ในโฉนดที่ดิน เมื่อผู้มีสิทธในที่ดินข้างเคียงได้รับรองแนวเขตแล้วให้เจ้า
พนักงานที่ดินมีอำนาจแก้ไขแผนที่หรือเนื้อที่ให้ตรงกับความเป็นจริงได้ เว้นแต่จะเป็นการสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยง
กฎหมาย
ในกรณีที่ไม่อาจติดต่อผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงให้มาระวังแนวเขตได้ หรือในกรณีที่ผู้มีสิทธิในที่ดิน
ข้างเคียงได้รับการติดต่อจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มาระวังแนวเขตแล้วแต่ไม่มา หรือมาแต่ไม่ยอมลงชื่อรับรอง
แนวเขตโดยไม่ได้คัดค้านการรังวัด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้นั้นมาลงชื่อรับรองแนวเขตหรือ
คัดค้านภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ส่งหนังสือ
ถ้าผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในกำหนดดังกล่าว และผู้ขอได้ให้คำ
รับรองว่ามิได้นำทำการรังวัดรุกล้ำที่ดินข้างเคียง และยินยอมให้แก้ไขแผนที่หรือเนื้อที่ให้ตรงกับความเป็นจริง
ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามวรรคสองไปได้โดยไม่ต้องมีการรับรองแนวเขต การติดต่อหรือการ
แจ้งผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงตามวรรคสามให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
หากปรากฎว่ามีผู้คัดค้านให้เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจสอบสวนไกล่เกลี่ยโดยถือหลักฐานแผนที่เป็น
หลักในการพิจารณา ถ้าตกลงกันได้ก็ให้ดำเนินการไปตามที่ตกลง แต่ต้องไม่เป็นการสมยอมกันเพื่อหลีกเลี่ยง
กฎหมาย หากตกลงกันไม่ได้ให้แจ้งคู่กรณีไปฟ้องต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าไม่มีการฟ้อง
ภายในกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ขอไม่ประสงค์จะสอบเขตโฉนดที่ดินนั้นต่อไป
ในกรณีผู้มีสิทธิในที่ดินประสงค์จะขอให้ตรวจสอบเนื้อที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เฉพาะ
รายของตน ให้ยื่นคำขอพร้อมด้วยหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และให้
นำความในวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
65 การรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง66 เพื่อประโยชน์แก่การวัด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และคนงานอำนาจเข้าไปในที่ดินของผู้มีสิทธิในที่ดิน67 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จัดทำหลักหมายเขตที่ดิน หรือได้สร้างหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่ลงไว้ใน68 เมื่อบุคคลใดมีความจำเป็นที่จะต้องกระทำการตามความในมาตรา 67 ให้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงาน69 เมื่อเป็นการสมควรจะทำการสอบเขตที่ดินตามแผนที่ระวางในท้องที่ใด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด69 ทวิ ผู้มีสิทธิในที่ดินประสงค์จะขอสอบเขตโฉนดที่ดินเฉพาะรายของตนให้ยื่นคำขอพร้อมด้วยโฉนด" ("มาตรา 69 ทวิ" แก้ไขโดย L
336 (
ฉบับที่ 4) .. 2528)
มาตรา
70 เพื่อประโยชน์แก่การรังวัด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ
(1)
เรียกผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงมาระวังแนวเขต และลงชื่อรับทราบแนวเขตที่ดินของตน
(2)
การสอบสวน
มาตรา
รับรองการทำประโยชน์ และการตรวจสอบเนื้อที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยอนุโลม
เรียกให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือสั่งให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานอื่นใดที่เกี่ยงข้องใน70 ให้นำความในมาตรา 66 และมาตรา 70 มาใช้บังคับแก่การพิสูจน์สอบสวนที่ดินเพื่อออกหนังสือ" ("มาตรา 70
ทวิ
" แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 2) .. 2521)
หมวด
6
การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
--------------------------
มาตรา
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในเขตท้องที่สำนักงานที่ดินจังหวัดหรือ
สำนักงานที่ดินสาขานั้น
71 ให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตาม" ("มาตรา 71" แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528)
มาตรา
พาณิชย์ ให้คู่กรณีนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา
72 ผู้ใดประสงค์จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ71
การขดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง สำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน ใบไต่สวน หรือ
หนังสือรับรองการทำประโยชน์ คู่กรณีอาจยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กรมที่ดิน หรือสำนักงานที่ดินแห่ง
ใดแห่งหนึ่ง เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา
การประกาศหรือต้องมีการรังวัด
71 ดำเนินการจดทะเบียนให้ เว้นแต่การจดทะเบียนที่ต้องมี" ("มาตรา 72" แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528)
มาตรา
พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องจดทะเบียนให้ หากนิติกรรมที่คู่กรณีนำมาขอจดทะเบียนนั้นปรากฏว่าเป็น
โมฆียะกรรมให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียนในเมื่อคู่กรณีฝ่ายที่อาจเสียหายยืนยันให้จด
มาตรา
เจ้าหน้าที่มีอำนาจสอบสวนคู่กรณีและเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้
ตามความจำเป็น แล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการไปตามควรแก่กรณี
ถ้ามีกรณีเป็นที่ควรเชื่อได้ว่า การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้นจะเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย
หรือเป้นที่ควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดจะซื้อที่ดินเพื่อประโยชน์แก่คนต่างด้าว ให้ขอคำสั่งต่อรัฐมนตรี คำสั่งรัฐมนตรี
เป็นที่สุด
มาตรา
ประโยชน์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกข้อตกลงหรือทำสัญญาเกี่ยวกับการนั้น แล้วแต่กรณี แล้วให้จดบันทึก
สารสำคัญลงในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฉบับสำนักงานที่ดิน และฉบับเจ้าของที่ดินให้
ตรงกันด้วย
73 เมื่อปรากฎต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่านิติกรรมที่คู่กรณีนำมาขอจดทะเบียนนั้นเป็นโมฆะกรรม74 ในการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 71 ให้พนักงาน75 การดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่มีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ" ("มาตรา 75" แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528)
มาตรา
และรังวัดหมายเขตไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดิน ให้ไปขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความใน
มาตรา
ทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน
มาตรา
มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง78 การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินซึ่งได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา
1382
ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา
เดียวกัน ให้ยื่นคำขอพร้อมด้วยหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา
หรือโดยประการอื่นนอกจากนิติกรรมสำหรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดินแล้ว ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการ79 ผู้มีสิทธิในที่ดินประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินออกเป็นหลายแปลง หรือรวมที่ดินปลายแปลงเข้าเป็นแปลง71
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้นำมาตรา
สิทธิ และนิติกรรม ก็ให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเสียก่อน แล้วจึงออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับใหม่
ให้
69 ทวิ มาใช้บังคับอนุโลมด้วย และถ้าจะต้องจดทะเบียน" ("มาตรา 79" แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515)
มาตรา
เมื่อผู้รับจำนองหรือผู้รับซื้อฝากได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือว่าได้มีการไถ่ถอนแล้ว ให้ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มี
สิทธิไถ่ถอนนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาขอจดทะเบียนไถ่ถอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจเป็นการถูกต้อง ก็ให้จดทะเบียนในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ปรากฏ
การไถ่ถอนนั้น
80 ในกรณีไถ่ถอนจากจำนอง หรือไถ่ถอนจากการขายฝากซึ่งที่ดินมีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้ว" ("มาตรา 80" แก้ไขโดยประกาศของคระปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515)
มาตรา
สำหรับที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพร้อมด้วยหลักฐานในการได้รับมรดก มายื่นคำขอต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่ตามมาตรา
81 การขอจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้มาโดยทางมรดก ให้ผู้ได้รับมรดกนำหลักฐาน71
ถ้าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอยู่กับบุคคลอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกหนังสือแสดงสิทธิใน
ที่ดินดังกล่าวนั้นได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนพยานหลักฐาน และเชื่อได้ว่าผู้ขอเป็นทายาทแล้ว ให้
ประกาศโดยทำเป็นหนังสือปิดไว้ในที่เปิดเผยมีกำหนดหกสิบวัน ณ สำนักงานที่ดิน เขต หรือที่ว่าการอำเภอซึ่ง
ที่ดินตั้งอยู่ และบริเวณที่ดินนั้นแห่งละหนึ่งฉบับ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือส่งประกาศดังกล่าวให้
บุคคลที่ผู้ขอแจ้งว่าเป็นทายาททุกคนทราบเท่าที่จะทำได้
หากไม่มีทายาทซึ่งมีสิทธิได้รับมรดกโต้แย้งภายในกำหนดเวลาที่ประกาศและมีหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า
ผู้ขอมีสิทธิได้รับมรดก แล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนให้ตามที่ผู้ขอแสดงหลักฐานการมีสิทธิ
ตามกฎหมาย ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ในกรณีที่มีผู้โต้แย้ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสอบสวนคู่กรณีและเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ
หรือสั่งให้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตามความจำเป็น และให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบ ถ้าเปรียบเทียบไม่ตก
ลง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งการไปตามที่เห็นสมควร เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งประการใดแล้ว ให้แจ้งให้คู่กรณี
ทราบลแะให้ฝ่ายที่ไม่พอใจไปดำเนินการฟ้องต่อศาลภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หากผู้นั้น
มิได้ฟ้องต่อศาล และนำหลักฐานการยื่นฟ้องพร้อมสำเนาคำฟ้องเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับมรดกมาแสดงต่อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวก็ให้ดำเนินการไปตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่สั่ง
ในกรณีที่ทายาทได้ยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามความในวรรคสี่ หรือทายาทอื่นซึ่งมีสิทธิ
ได้รับมรดกได้ฟ้องคดีเกี่ยวกับสิทธิในการได้รับมรดกต่อศาลก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนสิทธิ และ
นิติกรรมการได้มาโดยทางมรดก
เมื่อผู้นั้นนำหลักฐานการยื่นฟ้องพร้อมสำเนาคำฟ้องแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
ระงับการจดทะเบียนไว้
เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดประกาใด ก็ให้ดำเนินการไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
("
"มาตรา 81) แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 4) .. 2528)
มาตรา
ด้วยนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้น และหลักฐานการเป็นผู้จัดการมรดกมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม
มาตรา
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอ แต่ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกในกรณีอื่นให้
พนักงานเจ้าห้าที่สิบสวนและตรวจสอบหลักฐาน และให้นำความในมาตรา
อนุโลม
เมื่อไม่มีผู้โต้แย้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้น
ได้ แต่ถ้ามีผู้โต้แย้งก็ให้รอเรื่องไว้ และให้คู่กรณีไปฟ้องร้องต่อศาล เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด
ประการใดแล้ว ให้ดำเนินการไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลนั้น
ในกรณีที่ผู้จัดการมรดกซึ่งได้มีชื่อในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้วขอทะเบียนสิทธิในที่ดินให้แก่
ทายาท ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอโดยไม่ต้องประกาศตามมาตรา
82 ผู้ใดประสงค์จะขอจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดการมรดกในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ให้ยื่นคำขอพร้อม71 ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งศาล81 วรรคสอง มาใช้บังคับโดย81
ในกรณีที่ทรัสตีของทรัสต์ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายไว้แล้วขอจดทะเบียนในฐานะเป็นทรัสตี
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนพยานหลักฐานแล้ว ให้ดำเนินการจดทะเบียนได้
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
" ("มาตรา 82" แก้ไขโดย334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.. 2515)
มาตรา
ทะเบียนได้ มีความประสงค์จะขออายัดที่ดิน ให้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวน
เอกสารหลักฐานที่ผู้ขอได้นำมาแสดงแล้ว
ถ้าเห็นสมควรเชื่อถือ ก็ให้รับอายัดไว้มีกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่สั่งรับอายัด เมื่อพ้นกำหนด
ระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าการอายัดสิ้นสุดลง และผู้นั้นจะขออายัดซ้ำในกรณีเดียวกันอีกไม่ได้
ถ้าผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านว่าการอายัดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสอบสวน
พยานหลักฐานเท่าที่จำเป็น เมื่อเป็นที่เชื่อได้ว่าได้รับอายัดไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มี
อำนาจสั่งยกเลิกการอายัดนั้น และแจ้งให้ผู้ขออายัดทราบ
2543)
83 ผู้ใดมีส่วนได้เสียในที่ดินใดอันอาจจะฟ้องบังคับให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทาง" ("มาตรา 83" แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 9) ..
หมวด
7
การกำหนดสิทธิในที่ดินเพื่อการศาสนา
-----------------
มาตรา
อิสลาม ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และให้ได้มาไม่เกิน
ในกรณีที่เป็นการสมควร รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ได้ม่ซึ่งที่ดินเกินจำนวนที่บัญญัติไว้ในวรรคแรกก็ได้
บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนการได้มาซึ่งที่ดินที่มีอยู่แล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ
และการได้มาซึ่งที่ดินของมัสยิดอิสลามโดยทางบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามในจังหวัที่มีตำแหน่ง
ดะโต๊ะยุติธรรม
มาตรา
บังคับแล้ว ให้นิติบุคคลดังกล่าวจัดการจำหน่ายภายในห้าปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมี
อำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด
อนุโลม
หมวด
84 การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร หรือมัสยิด50 ไร่85 ในกรณีที่นิติบุคคลได้มาซึ่งที่ดินเกินกำหนดตามความในมาตรา 84 เมื่อประมวลกฎหมายนี้ได้ใช้3 มาใช้บังคับโดย8
การกำหนดสิทธิในที่ดินของคนต่างด้าว
-----------------------
มาตรา
และอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ด้วย
ภายใต้บังคับมาตรา
ในทางพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การสุสาน การกุศลสกธารณ หรือการศาสนา ต้องเป็นไปตาม
เงื่อนไข และวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
มาตรา
86 คนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินก็โดยอาศัยบทสนธิสัญญาซึ่งบัญญัติให้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ได้84 คนต่างด้าวดั่งกล่าวจะได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ประกอบกิจการ87 จำนวนที่ดินที่จะพึงอนุญาตให้ตามความในมาตราก่อนมีกำหนดดั่งนี้
(1)
ที่อยู่อาศัย ครอบครัวละไม่เกิน 1 ไร่
(2)
ที่ใช้เพื่อพาณิชยกรรม ไม่เกิน 1 ไร่
(3)
ที่ใช้เพื่ออุตสาหกรรม ไม่เกิน 10 ไร่
(4)
ที่ใช้เพื่อเกษตรกรรม ครอบครัวละไม่เกิน 10 ไร่
(5)
ที่ใช้เพื่อการศาสนา ไม่เกิน 1 ไร่
(6)
ที่ใช้เพื่อการกุศลสาธารณ ไม่เกิน 5 ไร่
(7)
คนต่างด้าวผู้ใดต้องการมีสิทธิในที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมเกินกว่าที่บัญญัติไว้ใน
สมควร คณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ โดยกำหนดเงื่อนไขก็ได้ และให้
นำบทบัญญัติมาตรา
มาตรา
ความในมาตรา
จำหน่ายที่ดินเดิมของตนไป อาจได้มาซึ่งที่ดินได้อีก แต่รวมแล้วต้องไม่เกินกำหนดตามมาตรา
ที่ใช้เพื่อการสุสาน ตระกูลละไม่เกิน ? ไร่(3) ถ้าเห็นเป็นการ48 มาใช้บังคับโดยอนุโลม88 บทบัญญัติในมาตรา 87 มิให้กระทบกระเทือนแก่ทีดิ่นของคนต่างด้าวที่มีอยู่แล้วเกินกำหนดตาม87 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ ส่วนผู้ที่มีที่ดินอยู่แล้วน้อยกว่ากำหนด หรือผู้ที่ได้87
มาตรา
จะใช้เพื่อกิจการอื่นไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อกิจการอื่นใหม่ตามจำนวนที่ไม่เกินกำหนดในมาตรา
89 เมื่อคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อกิจการใด ผู้รับอนุญาตต้องใช้ที่ดินเพื่อกิจการนั้น
87
ถ้าจะไม่ใช้ที่ดินตามที่ได้รับอนุญาตนั้นต้องแจ้งให้ทราบตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันไม่ใช้ที่ดินนั้น
คนต่างด้าวผู้ใดประสงค์จะใช้ที่ดินเพื่อกิจการอื่นใหม่ ให้ขออนุญาตใหม่ต่อรัฐมนตรีตามแบบและ
วิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควรก็ให้มีอำนาจอนุญาต
มาตรา
กิจการอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตใหม่ ให้จัดการจำหน่ายที่ดินนั้นภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่ง
ร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่ให้เกินหนึ่งปี ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น
มาตรา
อื่นซึ่งจำนวนที่ดินที่ได้รับอนุญาตนี้ลดลง
ให้จำหน่ายที่ดินส่วนที่เกินนั้นภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่ให้
เกินหนึ่งปี ถ้าพันกำหนดเวลาดังกล่าว ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น
มาตรา
เงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ให้จำหน่ายที่ดินส่วนที่ได้รับอนุญาตให้ได้มาเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้นั้น ภายในเวลาที่อธิบดี
กำหนด ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแต่ไม่ให้เกินหนึ่งปี ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ให้อธิบดีมีอำนาจ
จำหน่ายที่ดินนั้น
มาตรา
ซึ่งที่ดินนั้น แต่เมื่อรวมกับที่มีอยู่แล้วไม่เกินจำนวนที่จะพึงมีได้ตามความในมาตรา
มาตรา
จำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าไม่จำหน่ายที่ดิน
ภายในเวลาที่กำหนด ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตาม
ความในหมวด
มาตรา
สิทธิถือที่ดินได้เท่าที่คนต่างด้าวนั้นจะพึงมี นอกจากนั้นให้ทำการจำหน่ายและให้นำบทบัญญัติมาตรา
บังคับโดยอนุโลม
มาตรา
ในมาตรา
บังคับโดยอนุโลม
มาตรา
มิให้ใช้บังคับกับคนต่างด้าวซึ่งได้นำเงินมาลงทุนตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้าน
บาท โดยให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่เกินหนึ่งไร่ และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
การได้มาซึ่งที่ดินของคนต่างด้าวตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนด
ในกฎกระทรวง โดยในกฎกระทรวงอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1)
ประเทศ หรือเป็นกิจการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประกาศให้เป็นกิจการที่สามารถขอรับการส่งเสริม
การลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนได้
ประเภทของธุรกิจที่คนต่างด้าวลงทุนซึ่งต้องเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของ
(2)
ระยะเวลาการดำรงการลงทุนต้องไม่น้อยกว่าสามปี
(3)
เขตเทศบาล หรืออยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเป็นเขตที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง
มาตรา
เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา
ภายในเวลาที่อธิบดีกำหนด ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปี ถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวให้
อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น
คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินตามมาตรา
ภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันจดทะเบียนการได้มา ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น
บริเวณที่ดินที่อนุญาตให้คนต่างด้าวได้มาต้องอยู่ภายในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา96 ตรี คนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินตามมาตรา 96 ทวิ ถ้ากระทำการผิดหลักเกณฑ์หรือ96 ทวิ วรรคสอง ให้จัดการจำหน่ายที่ดินในส่วนที่ตนมีสิทธิ96 ทวิ ถ้าไม่ได้ใช้ที่ดินนั้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย" "มาตรา 96 ทวิ"
และ
"มาตรา 96 ตรี" บัญญัติเพิ่มโดย L 336 (ฉบับที่ 8) .. 2542 มาตรา 3)
หมวด
9
การกำหนดสิทธิในที่ดินของนิติบุคคลบางประเภท
---------------------
มาตรา
97 นิติบุคคลดั่งต่อไปนี้ให้มีสิทธิในที่ดินได้เสมือนกับคนต่างด้าว
"(1)
ร้อยละสี่สิบเก้าของทุนจดทะเบียน หรือผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้น แล้วแต่กรณี เพื่อ
ประโยชน์แห่งหมวดนี้ บริษัทจำกัดใดออกใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือให้ถือว่าใบหุ้นนั้นคนต่างด้าวเป็นผู้ถือ
"(2)
กว่าร้อยละสี่สิบเก้าของทุนทั้งหมด หรือผู้เป็นหุ้นส่วนเป้นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งจำนวนของผู้เป็นหุ้นส่วน
แล้วแต่กรณี
(3)
ประโยชน์คนต่างด้าวโดยเฉพาะ หรือเป็นส่วนใหญ่
บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่มีหุ้นอันเป็นทุนจดทะเบียนถือโดยคนต่างด้าวเกินกว่า"ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนแล้วที่มีคนต่าวด้าวลงหุ้นมีมูลค่าเกิน"สมาคมรวมทั้งสหกรณ์ที่มีสมาชิกเป็นคนต่างด้าวเกินกว่ากึ่งจำนวน หรือดำเนินกิจการเพื่อ
(4)
มูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์คนต่างด้าวโดยเฉพาะ หรือเป็นส่วนใหญ่
(5) (
(
ยกเลิก)ความใน "(1) และ "(2) ของมาตรา 97 แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 6) .. 2535 และความใน (5)
ยกเลิกโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่
49 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.. 2502)
มาตรา
กล่าวในมาตรา
2535)
98 ในกรณีที่นิติบุคคลที่ระบุไว้ในมาตรา 97 เข้าถือหุ้นหรือลงหุ้นแล้วแต่กรณี ในนิติบุคคลอื่นตามนัยที่97 ให้ถือว่านิติบุคคลอื่นนั้นเป็นคนต่างด้าว" ("มาตรา 98" แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 6) ..
มาตรา
ที่ดิน ให้นำบทบัญญัติตามความในหมวด
หน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับที่กำหนดไว้สำหรับคนต่างด้าวและบุคคลทั่วไป
มาตรา
มีสภาพต้องด้วยบทบัญญัติในมาตรา
หมวด
99 ในกรณีที่นิติบุคคลตามความในมาตรา 97 หรือมาตรา 98 จะได้มาหรือต้องจำหน่ายไปซึ่งสิทธิใน8 และหมวด 10 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้นิติบุคคลดั่งกล่าวมี100 นิติบุคคลใดได้มาซึ่งที่ดินในขณะที่ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของมาตรา 97 และมาตรา 98 ถ้าภายหลัง97 หรือมาตรา 98 ให้นำบทบัญญัติมาตรา 95มาใช้บังคับโดยอนุโลม10
การค้าที่ดิน
-----------------
มาตรา
หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ในการอนุญาตนั้น รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้
มาตรา
หรือให้เช่าซื้อที่ดินได้หมดภายในเวลาสามปี นับแต่วันได้รับอนุญาตก็ดี ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และ
ให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด
หมวด
101 บุคคลใดประสงค์จะทำการค้าที่ดิน ต้องได้รับอนุญาตเป็นการเฉพาะรายที่ดินจากรัฐมนตรี ตาม102 ในกรณีที่ผู้ทำการค้าที่ดินตามมาตรา 101 ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก็ดี ไม่สามารถขายแลกเปลี่ยน3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม11
ค่าธรรมเนียม
--------------------
มาตรา
การทำธุระอื่น ๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
แต่ต้องไม่เกินอัตราตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้
ในกรณีออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามมาตรา
ค่าธรรมเนียมเป็นค่าออกโฉนดที่ดิน ค่าออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ค่าหลักเขตที่ดิน และค่ามอบ
อำนาจในกรณีที่มีการมอบอำนาจ แล้วแต่กรณี โดยผู้มีสิทธิในที่ดินจะขอรับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการ
ทำประโยชน์ไปก่อนแต่ยังไม่ชำระเงินค่าธรรมเนียมก็ได้ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดแจ้งการค้างชำระเงิน
ค่าธรรมเนียมให้ปรากฎในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้น
ถ้าได้ยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมครั้งแรก ให้ผู้ยื่นคำของเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมที่ค้างชำระ
ในกรณีออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 58 ตรี ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย" ("มาตรา 103" แก้ไข
โดย
มาตรา 103 ทวิ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่บริจาคให้แก่ทางราชการให้ได้รับ
ยกเว้นค่าธรรมเนียม" ("มาตรา 103 ทวิ" เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 8
พฤศจิกายน 2520)
มาตรา 104 ในกรณีการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์หรือครอบครองในที่ดิน หรือ
อสังหาริมทรัพย์ ให้ผู้ขอจดทะเบียนเสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโดยคำนวรตามราคาประเมิน
ทุนทรัพย์ตามมาตรา 105 เบญจ
การขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในกรณีอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในวรรค
หนึ่ง ให้ผู้ขอจดทะเบียนเสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โดยคำนวณตามจำนวยทุนทรัพย์ที่ผู้ขอ
จดทะเบียนแสดงตามความเป็นจริง" ("มาตรา 104" แก้ไขโดย
มาตรา 105 ให้มีคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็น
ประธานกรรมการ อธิบดีกรมการปกครองหรือผู้แทน อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้แทนอธิบดีกรมโยธาธิการหรือ
ผู้แทน อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้แทน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือผู้แทนและผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่
เกินสี่คนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการและให้ผู้อำนวยการสำนักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สิน เป็น
กรรมการและเลขานุการ" ("มาตรา 105" แก้ไขโดย
มาตรา 105 ทวิ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่ง
ตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้ ("มาตรา 105 ทวิ" เพิ่มเติมโดย
มาตรา 105 ตรี นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 105 ทวิ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจาก
ตำแหน่ง เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
103 ในการดำเนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินการรังวัด การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือ58 ให้เรียกเก็บเฉพาะL 336 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521 และความในวรรคสอง แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528)L 336 (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2543)L 336 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2534)L 336 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2534)
(3)
รัฐมนตรีให้ออก
(4)
เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นบุคคลล้มละลาย
(5)
แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทน กรรมการซึ่ง
ได้รับแต่งตั้งตามวรรคสอง ให้อยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น" ("
มาตรา 105 ตรี" เพิ่มเติมโดย
มาตรา 105 จัตวา การประชุมของคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่
น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานใน
ที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด" ("มาตรา
105 จัตวา" เพิ่มเติมโดย
มาตรา 105 เบญจ ให้คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อ
เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายนี้
(2) ให้ความเห็นชอบต่อการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่คณะอนุกรรมการประจำจังหวัด
เสนอ เพื่อใช้ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขต
จังหวัดนั้นหรือในท้องที่หนึ่งที่ใดในเขตจังหวัดนั้น
(3) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามที่กรมที่ดิน
ขอความเห็น
(4) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการ
กำหนด ราคาประเมินทุนทรัพย์มอบหมายก็ได้แล้วรายงานต่อคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์
(5) ปฏิบัติการอื่นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ราคาประเมินทุนทรัพย์
ที่คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ได้ให้ความเห็นชอบตาม (2) แล้วให้ปิดประกาศไว้ ณ สำนักงาน
ที่ดินจังหวัดสำนักงานที่ดินสาขาและสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการกิ่งอำเภอท้องที่ ("มาตรา 105
เบญจ" เพิ่L 336 (ฉบับที่ 5) .. 2534)
มาตรา
น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานใน
ที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
105 จัตวา การประชุมของคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่" ("มาตรา
105
จัตวา" เพิ่มเติมโดย L 336 (ฉบับที่ 5) .. 2534)
มาตรา
105 เบญจ ให้คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1)
เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายนี้
กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อ
(2)
เสนอ เพื่อใช้ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขต
จังหวัดนั้นหรือในท้องที่หนึ่งที่ใดในเขตจังหวัดนั้น
ให้ความเห็นชอบต่อการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่คณะอนุกรรมการประจำจังหวัด
(3)
ขอความเห็น
วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามที่กรมที่ดิน
(4)
กำหนด ราคาประเมินทุนทรัพย์มอบหมายก็ได้แล้วรายงานต่อคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์
แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการ
(5)
ที่คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ได้ให้ความเห็นชอบตาม
ที่ดินจังหวัดสำนักงานที่ดินสาขาและสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการกิ่งอำเภอท้องที่
ปฏิบัติการอื่นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ราคาประเมินทุนทรัพย์(2) แล้วให้ปิดประกาศไว้ ณ สำนักงาน("มาตรา 105
เบญจ
" เพิ่มเติมโดย L336 (ฉบับที่ 5) .. 2534)
มาตรา
อนุกรรมการ ปลัดจังหวัดสรรพากรจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒอีกไม่เกินสามคนซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคา
ประเมินทุนทรัพย์แต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
คณะอนุกรรมการประจำจังหวัดสำหรับกรุงเทพมหานครเป็นประธานอนุกรรมการ ผู้แทนกรมการ
ปกครอง ผู้แทนกรมสรรพากร เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครและผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกินสามคนซึ่ง
คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์แต่งตั้งเป็นอนุกรรมการและให้ผู้อำนวยการสำนักงานกลางประเมิน
ราคาทรัพย์สิน เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
ให้นำมาตรา
จังหวัดโดยอนุโลม
105 ฉ ให้มีคณะอนุกรรมการประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน105 ทวิ มาตรา 105 ตรี และมาตรา 105 จัตวา มาใช้บังคับแก่คณะอนุกรรมการประจำ" ("มาตรา 105 " เพิ่มเติมโดย L 336 (ฉบับที่ 5) .. 2534)
มาตรา
การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในเขตจังหวัดนั้น หรือใน
ท้องที่หนึ่งท้องที่ใดในเขตจังหวัดนั้น เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุน
ทรัพย์
105 สัตต ให้คณะอนุกรรมการประจำจังหวัดมีหน้าที่พิจารณากำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อใช้ใน" ("มาตรา 105 สัตต" เพิ่มเติมโดย L 336 (ฉบับที่ 5) .. 2534)
มาตรา
ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดในเขตจังหวัดนั้นแตกต่าง
จากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ได้ประกาศกำหนดไว้มากพอสมควร
ให้คณะกรรมการประจำจังหวัดนั้นพิจารณาปรับปรุงราคาประเมินทุนทรัพย์สำหรับท้องที่นั้น เพื่อเสนอ
ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์โดยเร็ว
105 อัฏฐ เมื่อได้มีการประกาศกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์สำหรับเขตจังหวัดใดไว้แล้วถ้าต่อมาปรากฏ" ("มาตรา 105 อัฏฐ" เพิ่มเติมโดย L
336 (
ฉบับที่ 5) .. 2534)
มาตรา
106 (ยกเลิกโดย L 336 (ฉบับที่ 5) .. 2534)
หมวด
12
บทกำหนดโทษ
----------------------
มาตรา
ที่ดินของตน หรือไม่ตั้งตัวแทนเพื่อการดังกล่าว ตามมาตรา
มาตรา
ฉบับที่
107 ผู้ใดไม่นำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ใน58 หรือมาตรา 69 หรือผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม26 หรือมาตรา 70 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท ("มาตรา 107" แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.. 2515)
มาตรา
ได้รับมอบหมายจากพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการ
กำหนด
ถ้าผู้ฝ่าฝืนเพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสังเป็นหนังสือให้
ผู้ฝ่าฝืนออกจากที่ดินและหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
ของพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในการกำหนดระเบียบตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการจะกำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนต้องเสียค่าตอบแทนในการใช้
ที่ดินนั้นให้แก่รัฐหรือราชการบริหารส่วนท้องถิ่นด้วยก็ได้
ที่
108 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 อยู่ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่ง("มาตรา 108" แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับ96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.. 2515)
มาตรา
เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำแก่ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน
หรือที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดตามวรรคสองได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่าห้าสิบไร่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับ
ไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำ
ความผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำความผิดออกไปจากที่นั้นด้วย
บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการ
กระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดดังกล่าวให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูก
ลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
108 ทวิ นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่" ("มาตรา 108 ทวิ" เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29
กุมภาพันธ์ พ
.. 2515)
มาตรา
ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
108 ตรี ผู้ใดขัดขวางหรือไม่ได้ความสะดวกต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 66 ต้อง("มาตรา 108 ตรี" เพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29
กุมภาพันธ์ พ
.. 2515)
มาตรา
เกินสองพันบาทหรือจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามพันบาทหรือจำคุก
ไม่เกินหกเดือนหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา
มาตรา
มาตรา
109 ผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 38 มาตรา 67 หรือมาตรา 74 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่110 ผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 89 มี111 ผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 86 หรือมาตรา 101 หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามความใน102 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินสองปีหรือทั้งปรับทั้งจำ112 นิติบุคคลใด
(1)
ได้มาซึ่งที่ดินเป็นการฝ่าฝืนบทแห่งประมวลกฎหมายนี้
(2)
ใช้ที่ดินนั้นเพื่อกิจการอื่นนอกจากที่ได้รับอนุญาต
(3)
ใช้ที่ดินผิดเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามความในมาตรา 99 ประกอบด้วยมาตรา 87
วรรคสอง
(4)
ไม่แจ้งการไม่ใช้ที่ดินตามความในมาตรา 99 ประกอบด้วยมาตรา 89 หรือ
(5)
ความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
มาตรา
มาตรา
บัญชีอัตราค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายท้ายประมวลกฎหมายที่ดิน
ค้าที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 101 หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามความในมาตรา 102 มี113 ผู้ใดได้มาซึ่งที่ดินในฐานะเป็นตัวแทนของคนต่างด้าวหรือนิติบุคคลตามความในมาตรา 97 หรือ98 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
---------
1.
---------------ค่าธรรมเนียมในการขอสัมปทาน รายละ 500 บาท
2.
เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่
ค่าสัมปทานปีหนึ่ง ไร่ละ 20 บาท
3.
ค่าธรรมเนียมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์
(1)
ที่ดินเนื้อที่ไม่เกิน 20 ไร่ แปลงละ 30 บาท
(2)
เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่
ที่ดินเนื้อที่เกิน 20 ไร่ ส่วนที่เกินไร่ละ 2 บาท
4.
ค่าธรรมเนียมการพิสูจน์สอบสวนหรือตรวจสอบเนื้อที่เกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์
(1)
ถ้าเรียกเป็นรายแปลง แปลงละ 30 บาท
(2)
ถ้าเรียกเป็นรายวัน วันละ 30 บาท
(3)
ค่าคัดหรือจำลองแผนที่ แปลงละ 30 บาท
(4)
ค่าคำนวณเนื้อที่หรือสอบแส แปลงละ 30 บาท
(5)
ค่าจับระยะ แปลงละ 10 บาท
5.
ค่าธรรมเนียมออกโฉนดที่ดิน(1)ที่ดินเนื้อที่ไม่เกิน 20 ไร่ แปลงละ 50 บาท
(2)
เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่
ที่ดินเนื้อที่เกิน 20 ไร่ ส่วนที่เกินไร่ละ 2 บาท
6.
ค่าธรรมเนียมรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน
(1)
ถ้าเรียกเป็นรายแปลง แปลงละ 40 บาท
(2)
ถ้าเรียกเป็นรายวัน วันละ 40 บาท
(3)
ค่าคัดหรือจำลองแผนที่ แปลงละ 30 บาท
(4)
ค่าคำนวณเนื้อที่หรือสอบแส แปลงละ 30 บาท
(5)
ค่าจับระยะ แปลงละ 10 บาท
"7.
ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
(1) *
สำหรับการขดจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์
ครอบครองในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ส่วนกรณีอื่นให้
เรียกเก็บร้อยละ
แสดงตามความเป็นจริง เศษของร้อยให้คิดเป็นหนึ่งร้อย
มีทุนทรัพย์ให้เรียกเก็บร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์2 ของจำนวนทุนทรัพย์ที่ผู้ขอจดทะเบียน
(2)
ไม่มีทุนทรัพย์ แปลงละ 1,000 บาท
(*
8.
ต่างด้าวรายละ
ค่าอนุญาต ไร่ละ
เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่
แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 9) .. 2543)ค่าธรรมเนียมการขอให้ได้มาซึ่งที่ดินของคน500 บาท100 บาท
9.
รายละ
ค่าอนุญาต ไร่ละ
เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่
ค่าธรรมเนียมการขอให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อการค้าที่ดิน500 บาท20 บาท
10.
ค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ด
(1)
ค่าคำขอ แปลงละ 5 บาท
(2)
เจ้าหน้าที่เป็นผู้คัด ร้อยคำแรกหรือไม่ถึงร้อยคำ
ร้อยคำต่อไป ร้อยละ
เศษของร้อยให้คิดเป็นหนึ่งร้อย
ค่าคัดสำเนาเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งค่าคัดสำเนาเอกสารเป็นพยานในคดีแพ่งโดย10 บาท5 บาท
(3)
ค่ารับรองเอกสารที่คัด ฉบับละ 10 บาท
(4)
ค่าตรวจหลักฐานทะเบียนที่ดิน แปลงละ 10 บาท
(5)
ค่ารับอายัดที่ดิน แปลงละ 10 บาท
(6)
ค่ามอบอำนาจ เรื่องละ 20 บาท
(7)
แสดงสิทธิในที่ดินอย่างอื่น ฉบับละ
ค่าออกใบแทนโฉนดที่ดินหรือหนังสือ50 บาท
(8)
ค่าประกาศ แปลงละ 10 บาท
(9)
ถ้าเป็นการเดินสำรวจหรือสอบเขตทั้งตำบลสำหรับกรณีออก
โฉนดคิดเป็นรายแปลง แปลงละ
ค่าหลักเขตที่ดิน หลักละ 15 บาท60 บาท
*(10)
ด้านประเมินราคาหรือข้อมูลอื่นครั้งละ
ค่าตาวจสอบข้อมูลด้านงานรังวัด ด้านทะเบียนที่ดิน100 บาท
(11)
หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นหรือสำเนาข้อมูลอื่น แผ่นละ
ค่าสำเนาจากสื่อบันทึกข้อมูลทางคอมพิวเตอร์50 บาท
("(10)
11.
และ (11)" บัญญัติเพิ่มโดย L 366 (ฉบับที่ 9) .. 2543)ค่าใช้จ่าย
(1)
พนักงานเจ้าหน้าที่ และคนงานที่จ้าง ตามระเบียบกระทรวง
ไปทำการรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน หรือ มหาดไทยด้วยความเห็นชอบ
พิสูจน์สอบสวน หรือตรวจสอบเนื้อที่ ของกระทรวงการคลัง
เกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์
ตามคำขอ
ค่าพาหนะเดินทางให้แก่เจ้าพนักงาน ให้จ่ายในลักษณะเหมาจ่าย
(2)
และค่าจ้างคนงานที่จ้างไปทำการรังวัดเกี่ยวกับ ตามระเบียบกระทรวง
โฉนดที่ดินหรือพิสูจน์สอบสวน หรือตรวจสอบ มหาดไทยด้วยความเห็นชอบ
เนื้อที่เกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ของกระทรวงการคลัง
ตามคำขอ
(3)ค่าป่วยการให้แก่เจ้าพนักงานผู้ปกครอง ท้องที่
หรือผู้แทนที่ไปในการรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน
หรือพิสูจน์สอบสวน หรือตรวจสอบเนื้อที่เกี่ยว
กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ คนหนึ่ง วันละ 100 บาท
(4)ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน ให้จ่ายในลักษณะเหมาจ่าย
หรือพิสูจน์สอบสวน หรือตรวจสอบเนื้อที่เกี่ยว ตามระเบียบกระทรวง
กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มหาดไทยด้วยความเห็นชอบ
ของกระทรวงการคลัง
(5)ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ 20 บาท
(6)ค่าพยานให้แก่พยาน คนละ 20 บาท"
(อัตราค่าธรรมเนียมท้าย
ค่าเบี้ยเลี้ยงให้แก่เจ้าพนักงาน พนักงานเจ้าหน้าที่ ให้จ่ายในลักษณะเหมาจ่ายL 336 แก้ไขโดย L 336 (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2541 มาตรา 3)
(1)

เพิ่มเติมโดย
ได้รับโทษจำคุดโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นL 336 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2534)L 336 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2534)
90 คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ที่ดินเพื่อกิจการใด ถ้าไม่ใช้ที่ดินนั้นต่อไป หรือได้ใช้ที่ดินเพื่อ91 คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อกิจการใด ถ้าได้รับอนุญาตใหม่ให้ใช้ที่ดินนั้น เพื่อกิจการ92 คนต่างด้าวผู้ใดได้รับอนุญาตให้ได้มาซึ่งที่ดินตามความในมาตรา 87 วรรคสอง ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตาม93 คนต่างด้าวได้มาซึ่งที่ดินโดยได้รับมรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ได้มา87 ก็ได้94 บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตให้คนต่างด้าวนั้นจัดการ3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม95 ผู้ใดได้มาซึ่งที่ดินในขณะที่มีสัญชาติไทย ถ้าภายหลังผู้นั้นเปลี่ยนสัญชาติเป็นคนต่างด้าว ให้คงมี94 มาใช้96 เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้มาซึ่งที่ดินแห่งใดในฐานะเป็นเจ้าของแทนคนต่างด้าว หรือนิติบุคคลตามความ97 หรือมาตรา 98 ให้อธิบดีมีอำนาจทำการจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติมาตรา 94 มาใช้96 ทวิ บทบัญญัติว่าด้วยคนต่างด้าวจะได้มาซึ่งที่ดินโดยอาศัยบทสนธิสัญญาตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง
มาตรา
76 ในกรณีการขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวน71 การจดทะเบียนดั่งกล่าวในวรรคก่อน ให้จดแจ้งในใบไต่สวน อนุโลมตามวิธีการว่าด้วยการจด77 การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น ถ้าประมวลกฎหมายนี้
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งต่อไปนี้เป็นพนักงานเจ้าหร้าที่มีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ก่อนที่จะดำเนินการ
ตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดี รองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีอำนาจ
เรียกโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารที่ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เอกสารที่ได้จดแจ้ง
รายการทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบ
เพื่อให้โอกาสคัดค้าน
ถ้าไม่คัดค้านภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ให้ถือว่าไม่มีการคัดค้าน
สอบสวนเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม
เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือการจดแจ้งเอกสาร รายการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน
61 เมื่อความปรากฎว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือได้จดทะเบียนสิทธิ
จำหน่ายก็ได้
มาตรา
จำหน่ายตกลงกับพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าที่ดินแปลงใด หรือส่วนของที่ดินตอนใดจะพึงจำหน่าย ถ้าไม่สามารถตก
ลงกันได้ให้เสนอเรื่องให้คระกรรมการชี้ขาด
มาตรา
ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตกลงกับผู้มีสิทธิในที่ดินเกี่ยวกับราคาที่ดิน ถ้าไม่สามารถตกลงราคาที่ดินกันได้
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการกำหนดราคาอสังหาริมทรัพย์ โดยอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยการ
เวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ราคาที่ดินที่จะพึงตกลงหรือที่จะพึงกำหนดโดยอนุญาโตตุลาการนั้นให้ถือราคาตลาดตามที่เป็นอยู่ใน
วันที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้มีสิทธิในที่ดินทราบว่าอธิบดีจะใช้อำนาจจำหน่าย
มาตรา
นั้นทันที และให้ผู้มีสิทธิในที่ดิน บริวาร ผู้เช่า ผู้อาศัย และบุคคลอื่นใดที่อยู่ในที่ดินนั้น ออกจากที่ดินภายใน
กำหนดหนึ่งปี
ในกรณีที่มีสัญญาเช่าที่ดินแปลงนั้นอยู่ ก็ให้สัญญาเช่าเป็นอันระงับไปในวันที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้
ผู้มีสิทธิในที่ดินทราบว่าอธิบดีจะใช้อำนาจจำหน่าย
มาตรา
อธิบดีชำระราคาที่ดินให้แก่ผู้มีสิทธิในที่ดินเป็นงวด ๆ ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาดังต่อไปนี้
50 ในการที่อธิบดีใช้อำนาจจำหน่ายที่ดินตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายโดย

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทำอย่างไร?เมื่อ อบต ในพื้นที่แจ้ง ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดิน ภบท 5

หลายๆๆท่านที่มีที่ดินประเภท ภบท 5 ครอบครองอยู่หลายปีได้ทำประโยชน์และปลูกสร้างที่อยู่อาศัยมาหลายปีและได้เสียภาษีที่ดินบำรุงท้องที่ ให้ อบต มาตลอด .... จู่ๆๆ มาปีนี้แจ้งไม่เก็บ งงมากใช่ไหมและหลายคนคงมีคำถามและข้อกังขาสำหรับที่ดินแปลงนี้ว่ามันจะไปทางทิศไหน??และหลวงจะยึดที่ดินคืนไหม??หลายความกังวลที่เกิดขึ้น จริงๆๆแล้วถ้าเข้าใจกฎหมายของประเทศไทยเราแล้วจะเข้าใจและอยู่กับที่ดินประเภทนี้ได้ดังนั้นกรณี่ดินป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าไม้ถาวร ป่าต้นน้ำ ซึ่งอยู่ในโซน C เป็นเขตต้องห้าม ตาม กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติดังนี้ ที่ต้องไปดูในที่ดินคุณก่อน
ซึ่งก่อนหน้านั้นที่ดินเคยอยู่ในเขตป่าสงวนมาก่อนหรือไม่โดยต้องดูที่แผนที่ที่กรมป่าไม้ในปีย้อนหลัง ไป 20 ปี หลังจากนั้น สปก หรือหน่วยงานของรัฐ ได้มีการสำรวจป่าอีกหรือไม่เพื่อกำหนดแนวหลักเขตที่ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่พื้นที่ของป่า แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ป่าไม้มีสิทธิที่จะเข้าไปสำรวจป่าอีกถ้าที่ดินที่คุณซื้อมีสภาพสมบูรณ์และในอดีตเคยเป็นพื้นที่ป่าสงวนก็มีสิทธิเรียกคืนได้โปรดตรวจสอบทุกๆๆอย่างให้แน่ใจเสียก่อน


หมวด ๑
การกำหนดป่าสงวนแห่งชาติ
          มาตรา ๖ บรรดา ป่าที่เป็นป่าสงวนอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองและสงวนป่าก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัตินี้
           เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรกำหนดป่าอื่นใดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อ รักษาสภาพป่า ไม้ ของป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น ให้กระทำได้โดยออก กฎกระทรวงซึ่งต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตป่าที่กำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาตินั้น แนบท้ายกฎกระทรวงด้วย
           มาตรา ๗ การเปลี่ยนแปลงเขตหรือการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ป่าใด ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้กระทำได้โดยออกกฎกระทรวง และ เฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนบางส่วนให้มีแผนที่แสดงแนวเขต ที่เปลี่ยนแปลง หรือเพิกถอนนั้นแนบท้ายกฎกระทรวงด้วย
           มาตรา ๘ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขตและป้าย หรือ เครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติไว้ตามสมควรเพื่อให้ประชาชน เห็นได้ว่าเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ
           มาตรา ๙ ให้ปิดประกาศสำเนากฎกระทรวงและแผนที่ท้าย กฎกระทรวงตามมาตรา ๖ วรรคสอง หรือมาตรา ๗ ไว้ ณ ที่ทำการอำเภอ หรือกิ่งอำเภอท้องที่ ที่ทำการกำนันท้องที่ และที่เปิดเผยเห็นได้ง่ายใน หมู่บ้านท้องที่นั้น

ซึ่งถ้าท้ายที่ดินที่ครอบครองอยู่มีหลักเขตของป่าไม้อยู่คุณต้องตรวจสอบกับผู้ใหญ่บ้านถึงเขตที่ชัดเจนถึงแม้นว่าภบท 5 แปลงนี้จะไม่เสียภาษีแต่คุณยังคงเข้าทำประโยชน์และอยู่ต่อไปได้เพียงแต่ต้องดูว่าพื้นที่โดยรอบคุณเป็นที่ดินที่เอกสารสิทธิเป็นประเภทอะไร?ถ้า 90% เป็นสปก 4-01 แต่ที่ดินคุณที่คุณมีอยู่ เป็น ภบท 5 อาจเป็นได้ว่า มีการตกสำรวจของกรม สปก ณ ปีที่เข้าสำรวจ คุณก็ต้องเข้าไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อดำเนินการตรวจสอบสิทธิเกษตรกรเพื่อขึ้นทะเบียน และให้ผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองให้ที่ สำนักงานสปก จังหวัดนั้นๆๆ เพื่อขอเป็น เกษตรกรและมีเจ้าหน้าที่มารังวัดที่ดินของคุณเพื่อดำเนินการออกเอกสารสิทธสปก เป็นชื่อของคูณได้เลย(สอบคุณสมบัติเกษตรกรต้องรู้ว่าปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ทำอะไร ก็ได้ที่เลี้ยงชีพด้วยเกษตร อันนี้คุณต้องเป็น) เมื่อคุณรู้แล้วที่ดินที่อยู่มัมีแนวโน้มอยู่ในการดูแลของหน่วยงานสปก จังหวัดแต่ตกหล่น ก็ไม่ต้องกังวลว่า จะเสีย ภาษีไม่ได้เพราะไม่จำเป็นแล้วเมื่อคุณได้รับเอกสารสิทธิ สปก มาแล้ว คุณก็ เสียภาษีให้อบต เหมือนเดินโดยได้ ภบท 5 แนบมาด้วยพร้อมใบเสร็จสีชมพู

การเรียกเก็บภาษีบำรุงท้องที่ตาม มาตรา 6 ของที่ของกระทรวงมหาดไทย
ภ.บ.ท.5 เป็นแบบแสดงรายการที่ดินที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่จะต้องไปยื่นแบบดังกล่าวเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีต่อเจ้าพนักงานประเมิน ณ สำนักงานอันเป็นที่ตั้งขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ที่ที่ดินตั้งอยู่ เช่น สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร สำนักงานเทศบาล ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508

ภ.บ.ท. 5 จึงมิใช่เอกสารสิทธิในที่ดินที่ออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน การซื้อขายจึงทำได้เพียงการส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่กันเท่านั้น ไม่สามารถไปจดทะเบียน สิทธิและนิติกรรม ณ สำนักงานที่ดินท้องที่ได้ บุคคลที่มีชื่อใน ภ.บ.ท. 5 อาจจะไม่ใช่เจ้าของที่ดิน และที่ดินอาจจะเป็นที่หวงห้ามที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกเอกสารสิทธิตาม ประมวลกฎหมายที่ดินก็อาจเป็นได้ การซื้อขายที่ดินที่มีเพียง ภ.บ.ท. 5 จึงเป็นการเสี่ยงภัยของผู้ซื้อเอง หากประสงค์จะซื้อที่ดินที่มีหลักฐาน ภ.บ.ท. 5 ควรให้ผู้ขายยื่นคำขอออกหนังสือ แสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อพิสูจน์สิทธิก่อนว่าสามารถออกเอกสารสิทธิได้หรือไม่ หากสามารถออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินได้และขอออกเอกสารสิทธิ ในที่ดินตามหลักฐาน ภ.บ.ท. 5 เนื้อที่ที่คำนวณได้จากการรังวัดออกเอกสารสิทธิย่อมไม่ตรงกับเนื้อที่ที่ระบุไว้ในหลักฐาน ภ.บ.ท. 5 ได้เพราะถือว่าเป็นที่ดินที่ไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดิน ไม่เคยมีการรังวัดคำนวณเนื้อที่โดยกรมที่ดินมาก่อนแต่อย่างใด อีกทั้งการรังวัดออกเอกสารสิทธิที่ดินจะใช้วิธีการรังวัดทำแผนที่และคำนวณเนื้อที่โดยใช้หลักวิชาการทางแผนที่ซึ่งจะมี มาตรฐานความละเอียดถูกต้อง การแจ้งเนื้อที่ตามหลักฐาน ภ.บ.ท.5 จึงเป็นการแจ้งของผู้ทำประโยชน์ในที่ดินโดยประมาณเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีเท่านั้น
****ดังนั้น คุณอาจจะไม่ได้ที่ดินตรงตามเนื้อที่ที่ระบุในสัญญา ดังนั้นเป็นการป้องกันคุณควรเจรจากับผู้ขาย เรื่องการเสียภาษีบำรุงท้องที่ต่อเนื่องถึงปีปัจจุบันหรือไม่ ก่อน ซื้อที่ดิน


กรณีที่ที่ดินที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ ประเภท ภบท 5 ที่เป็นที่ สาธารณะสมบัติของแผ่นดินเช่น
1. ที่ดินของ กรม ราชทัณท์ 2.  ที่ ราชพัชสดุ  3.ที่ การนิคม  สหกรณ์เลี้ยงตนเอง 4. ปตุสัตัว์ อื่นๆๆ ที่ดินเหล่านี้ มี หน่วยงานของรัฐ ดูแลอยู่และส่วนใหญ่จะมีสัญญาเช่าที่ดินในระยะยาวอยู่กับเกษตกรในพื้นที่เมื่อมีการเปลี่ยนผู้เข้าไปทำประโยชน์แต่เปลี่ยนสิทธิกันไม่ได้ คุณต้องเข้าใจว่าที่ดินที่อยู่โดยรอบคุณเป็นที่ดินภบท 5 ที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานใดของรัฐโดสอบถามจากผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ในท้องที่นั้นๆๆ การมีทะเบียนบ้าน ไม่ได้หมายถึงสิทธิการเข้าครอบครองในที่ดิน คนละ เรื่องกัน คุณต้องค่อยๆๆทำความเข้าใจและตรวจสอบให้เรยบร้อยไม่ต้องกังวลเราะโดยแท้จริงแล้ว เราทุกคนมีสิทธิที่จะใช้ที่ดินของรัฐเพื่อทำประโยชน์เช่น ปลูกพืชไร่นาสวนผสมเพื่อการอยู่อย่างพอเพียงเช่น ผลไม้เป็นสวนผลไม้ไว้เลี้ยงชีพ และแบ่งปันความรู้ทางการเกษตรให้เป็นการสร้างรายได้ให้ตนเองโดยใช้พื้นที่เป็นแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติเช่นเดียวกันกับหลายๆๆพื้นที่เช่น วังน้ำเขียว 90% เป็นที่ดินที่ดูแลโดย สปก แต่การอยู่กับพื้นที่และใช้ประโยชน์ในดังกล่าวต้องเข้าใจกฎหมายและข้อกำหนดของที่ดินนั้นๆๆอย่างถูกต้องและสามารถย้อนรอยกลับไปตรวจสอบข้อมูลเบื้องหลังได้ แล้วเราก็จะอยู่ได้โดยสบายใจเสียหรือไม่เสียภาษี นั่นไม่ได้หมายความว่าที่ดินคุณ ถูกยึดไป...แต่มันขึ้นอยู่ว่าเมื่อคุณมีที่ดินประเภทนี้แล้วใช้ประโยชน์แบบใด ..ถ้าคุณเชื่อมั่นว่ามาถูกทางแล้วแล้วเดินหน้าต่อไปเถอะค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

ชำแหละภาษีที่ดินและการยกเว้นการเสียภาษีที่ดินสำหรับที่ดินสาธารณะสมบัติของแผ่นดินประเภท ภบท5

การเสียภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนได้เกิดขึ้นมานานแล้วถึง77 ปีถึงคราวที่ท่านต้องทำความเข้าใจกับประเภทของที่ดิน 10 ประเภทที่มีพระราช
กฎษฎีกายกเว้นการเก็บภาษีบำรุงท้องที่กันบ้างเพราะหากได้เข้าไปทำการซื้อขายที่ดินในประเภทที่ดินดังกล่าวแล้ว ที่ๆซึ่งเคยได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ให้ อบต ทุกๆปี อยู่ๆๆมาอบต แจ้งว่ายกเลิกการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ขึ้นมาแล้วที่ดิน ภบท 5 ที่ท่านครอบครองอยู่ มันจะเป็นไปทิศทางไหน???
ในปัจจุบันหลายจังหวัดได้ประกาศยกเลิกการเก็บภาษีบำรุงท้องที่หรับที่ดินประเภท ภบท 5ไปบ้างแล้วแต่ยังคงมีหลงเหลือในบางพื้นที่ที่ยังคงเก็บอยู่เพื่อใช้ในการบำรุงท้องที่ของอบต นั้นๆๆ อยู่ ซึ่งการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ตามมาตรา 6 ของแต่ละองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นหน้าที่ที่ต้องนำส่งให้สตง (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน)ตรวจสอบ ดังนั้นในปัจจุบันจะยังคงจัดเก็บอยุ่สำหรับที่ดิน สปก โฉนด นส3 ซึ่งทั้งสาม ประเภทที่ดินนี้จะมีใบ ภบท 5 แนบ ประกอบกับใบเสร็จสีชมพูที่แสดงถึงการชำระภาษีบำรุงท้องที่ ในแต่ละปี เช่นเดียวกันหมด ซึ่งหากที่ดินภบท 5 ที่ท่านถือครองและเสียภาษีที่ดินอยู่ นั้นเป็นที่ดินที่อยู่ในพื้นที่ของ สปก ดูแลอยู่แต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนสปก4-01 ยังคงเป็น เอกสารที่ต้องเสียภาษีเช่นกัน นอกนั้นคงต้องตรวจสอบเบื้องหลังของที่ดินกันก่อนว่า ภบท 5 นั้นจัดอยู่ในทั้ง 10 ประเภทที่ต้องยกเว้นหรือไม่ ..??
รัฐบาลผ่านมาผ่านไปหลายชุด แต่ไม่มีใครแตะกฎหมายร้อนฉบับนี้ ในปี 2550 ช่วงรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสมัยนั้นได้ขอถอนร่างกฎหมายออกไป นายฉลองภพอ้างว่า ภาษีที่ดินเป็นเรื่องการแบ่ง (ขนม) เค้ก ต้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตัดสินใจ
เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ต้องมีกฎหมายภาษีที่ดินฉบับใหม่ เพราะกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ใช้มาแล้วกว่า 77 ปี ขณะที่ภาษีบำรุงท้องที่ใช้มาแล้ว 44 ปี มีความ ล้าสมัยและโบราณอย่างมาก
ภาษีที่ดิน เครื่องมือกระจายรายได้
นอกจากประเด็นเรื่องความไร้ประสิทธิภาพของภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่แล้ว ประเด็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยอีกประการคือ ปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้ห่างออกจากกันไปเรื่อยๆ จากงานวิจัยของ ดร.อัมมาร สยามวาลา และ ดร.สมชัย จิตสุชน ระบุว่า "รายได้จากกลุ่มคนรวยสุดคิดเป็นเกือบ 14 เท่าของคนจนสุด" ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าระบบภาษีที่ดินใหม่จะเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้
ทั้งนี้หลักการสำคัญของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
3 ประการคือ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม การใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) หากพิจารณาจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่าประชาชนทั่วประเทศถึง 90%
ถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ไร่ ส่วนที่เหลือก็มีเพียง 10% เท่านั้นที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น
จากข้อมูลของ สศค.ชี้ให้เห็นว่า การถือครองที่ดินในประเทศไทยมีลักษณะกระจุกตัวอย่างมาก นอกจากนี้ยังพบว่าในสัดส่วน 10% ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่นั้น มีถึง 75%
ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เป็นเพียงการซื้อที่ดินเปล่าทิ้งไว้เพื่อเก็งกำไร แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่มีระบบภาษีที่เป็นธรรมมาดูแล
การกระจายการถือครองที่ดินหรือมีระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
งานวิจัยเรื่องนโยบายและมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งศึกษาการกระจายการถือครองที่ดินในเขตกรุงเทพมหานคร
พบว่าในปี 2551 กรุงเทพมหานครมีขนาดพื้นที่ทั้งหมดที่สามารถถือครองได้ 927,074 ไร่ 1 งาน 18.6 ตารางวา จำนวนโฉนดที่ดินทั้งหมด 1,915,388 แปลง จำนวนรายที่ถือครองที่ดินในกรุงเทพมหานคร 1,464,207 ราย
ทั้งนี้ผู้ที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในกรุงเทพมหานครถือครองที่ดิน 14,776 ไร่ 1 งาน 39.7 ตารางวา ขณะที่ผู้ถือครองที่ดินน้อยที่สุดในกรุงเทพมหานครถือครองที่ดินเพียง 0.1 ตารางวา สัดส่วนการถือครองที่ดินมากที่สุด 50 อันดับแรกต่อ 50 อันดับสุดท้ายมีค่าสูงถึง 291,607.50 เท่า หมายความว่า กลุ่มคนที่มีที่ดินมากที่สุด ได้ถือครองที่ดินมากกว่ากลุ่มคนที่มีที่ดินน้อยที่สุดในกรุงเทพมหานครถึง 291,607.50 เท่าเพิ่มเงินให้ท้องถิ่น 9 หมื่นล้าน
นอกจากนี้ยังมีประเด็นปัญหาเรื่องความสามารถขององค์กรปกครองท้องถิ่นในการจัดเก็บภาษี ปัจจุบันรายได้ของ อปท.ที่จัดเก็บเองมีเพียง 10% เท่านั้น หรือประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท โดยเป็นการจัดเก็บจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย และอื่นๆ ส่วนอีก 90% มาจากงบฯกลางของรัฐบาลที่เก็บให้และแบ่งให้ โดยในปี 2551 รัฐบาลเก็บให้และแบ่งให้ อปท. 193,676 ล้านบาท
หากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้เองถึง 90% หรือประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย เช่น ประเทศมาเลเซีย ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้เอง 85% จากข้อมูลทั้งหมดชี้ชัดว่า อปท.ของประเทศไทยจัดเก็บภาษีเองได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับต่างประเทศ
ฉะนั้นถ้าจะส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.อย่างจริงจัง การนำระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้ย่อมมีประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาท้องถิ่น และยังลดงบประมาณจากรัฐบาลที่ส่งให้แก่ท้องถิ่นปีละเกือบ 2 แสนล้าน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ
และจากการคาดการณ์ของ สศค.พบว่า หากท้องถิ่นเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเต็มเพดานจะเก็บภาษีได้มากกว่า 90,000 ล้านต่อปี
อัตราภาษีที่ดินแบบประนีประนอม
จากร่างภาษีที่ดินฉบับใหม่จะทำให้ทุกคนเสียภาษีที่ดินเหมือนกันหมด โดยมีฐานภาษี 3 อัตราที่ต่างกันไปตามขนาดและมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
อัตราแรกเป็นอัตราภาษีทั่วไป สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (เชิงพาณิชย์) ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี
อัตราที่สองเป็นอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่อยู่อาศัยของตน โดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์ ไม่เกินร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี
อัตราที่สามเป็นอัตราภาษีสำหรับที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี
ทั้งนี้กรณีที่ อปท.มีเหตุผลและความจำเป็นในการพัฒนาท้องถิ่นของตน อปท.มีอำนาจออกข้อบัญญัติกำหนดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีที่คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีกำหนด แต่ไม่เกินเพดานอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด
สำหรับอัตราภาษีสำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน ใน 3 ปีแรกให้เสียภาษีในอัตรา ไม่ต่ำกว่าอัตราทั่วไปที่คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้กำหนดไว้ แต่ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี และหากยังไม่ได้ทำประโยชน์อีกให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า ในทุก3 ปี แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของฐานภาษี
อย่างไรก็ตามทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีมี 10 ประเภท ดังนี้ 1.ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
2.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์
3.ทรัพย์สินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์
4.ทรัพย์สินที่ทำการของสหประชาชาติทบวงการชำนาญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ซึ่งประเทศไทยมีข้อผูกพันที่ต้องยกเว้นภาษี
5.ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการสถานทูต หรือสถานกงสุลของต่างประเทศ
6.ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย
7.ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติไม่ว่าเป็นของศาสนาใด หรือทรัพย์สินที่เป็นศาลเจ้าโดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์
8.ทรัพย์สินที่ใช้เป็นสุสานสาธารณะ หรือฌาปนสถานสาธารณะโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน
9.ทรัพย์สินของเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ เฉพาะส่วนที่ได้ยินยอมให้ทางราชการใช้หรือประชาชนใช้โดยมิได้หาผลประโยชน์
10.ทรัพย์สินตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
ประเด็นที่ควรแก้ไข
ก่อนหน้านี้ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะทำให้รายรับของ อปท.เพิ่มขึ้น แต่อาจ ส่งผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนา กล่าวคือ income inequality ระหว่าง อปท.จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
โดยสรุปภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้แทนภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ในหลายประการ แต่กระนั้นก็ยังมีบางประเด็นที่ควรปรับปรุงแก้ไข เช่น อัตราภาษีทั่วไปสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (เชิงพาณิชย์) ไม่เกินร้อยละ 0.5 และอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกินร้อยละ 0.1 ต่ำเกินไป ควรเก็บให้สูงกว่านี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย
นอกจากนี้ทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษี 10 รายการตามร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินควรตัดออกไปให้น้อยที่สุด และไม่ควรเปิดช่องให้มีการออกพระราชกฤษฎีกามายกเว้นทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีในอนาคต
ประการสุดท้ายสิ่งที่น่าห่วงใยคือ ศักยภาพและประสิทธิภาพของแต่ละท้องถิ่น ในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงหลักธรรมาภิบาล เพราะหากมิเช่นนั้นแล้วจะนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมและความไม่โปร่งใส

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

"สปก.ปฎิรูปเพื่อใคร?เพื่ออะไร? กับ พรบ. การปฏิรูปที่ดินพ.ศ 2518 ควรแก้ไขสอดคล้องกับสถานการณ์การเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ปัจจุบัน จริงหรือ??

นับแต่มีกฎหมายปฏิรูปที่ดินเมื่อปี 2518 มาถึงวันนี้เป็นเวลา 36 ปีแล้ว การออก สปก.4-01 ก็ยังไม่เสร็จสิ้น ยังจะต้องออกกันต่อไป จนกว่าจะครบถ้วนเต็มพื้นที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งสำนักงานปฏิรูปที่ดินก็ได้ดำเนินการอย่างแข็งขันตลอดมาทุกยุคทุกสมัย

เพราะไม่ว่านักการเมืองจะพูดเรื่อง สปก.4-01 หรือไม่พูด สำนักงานปฏิรูปที่ดินก็ยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างต่อเนื่องตามอำนาจหน้าที่เหมือนเดิม

ในขณะเดียวกัน สำนักงานปฏิรูปที่ดินก็ได้เล็งเห็นปัญหาพื้นฐานที่สุดของกฎหมายปฏิรูปที่ดิน และได้ตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการทำการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายปฏิรูปที่ดินมาโดยลำดับ ทำต่อเนื่องกันมานับสิบปีแล้ว จนบัดนี้ก็ยังปรับปรุงแก้ไขไม่ได้เลยแม้แต่มาตราเดียว

รัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัยก็เห็นปัญหา และพยายามแก้ปัญหา แม้ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่ง ส.ส. ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมาย สปก. เพราะหากเป็นอยู่เช่นนี้ คนไทยในเขตปฏิรูปที่ดินก็จะกลายเป็นทาสติดที่ดิน และแผ่นดิน สปก. จะกลายเป็นแผ่นดินทาสแทนที่จะเป็นแผ่นดินทอง 
แต่แม้จะพยายามผลักดันกันสักเท่าใด ทุกยุคทุกสมัยก็ไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขกฎหมายปฏิรูปที่ดินได้เลย เพราะติดกำแพงกระแสการเมือง ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน
เพราะเมื่อสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลก็กลัวกระแส จึงแก้ไขไม่สำเร็จ มาคราวนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็คงกลัวกระแสและแก้ไขไม่สำเร็จอีก ในที่สุดเวรกรรมทั้งหลายก็จะตกได้แก่ประชาชนในเขตปฏิรูปที่ดินตลอดไปชั่วกัลปาวสาน 
ต้องเข้าใจก่อนว่าที่ดินในเขตปฏิรูปนั้นไม่ใช่ที่ป่า เพราะที่ป่าคือเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าอนุรักษ์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ เขตต้นน้ำลำธาร หรือวนอุทยานทั้งหลายทั้งปวง อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของกรมป่าไม้และกรมอุทยาน ซึ่งพิทักษ์หวงแหนที่ดินนั้นสุดชีวิตจิตใจ ไม่มีทางที่จะยอมยกให้ใครโดยง่าย คงเหลือแต่การดูแลรักษาไม่ให้ถูกบุกรุกแผ้วถางเท่านั้น

ส่วนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งเป็นคนละส่วนกับที่ป่านั้นมีอยู่สามลักษณะ คือ 
หนึ่ง ที่ดินที่เป็นบ้านเป็นเมืองเป็นชุมชนเต็มรูปแบบมาแต่ก่อน แล้วถูกประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินทั้งตำบลหรือทั้งอำเภอ

สอง ที่ดินที่เป็นไร่สวนของราษฎรที่ครอบครองทำกินกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ แล้วถูกประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ครอบคลุมไปทั้งตำบลและอำเภอ และ

สาม ที่ดินป่าเสื่อมโทรมที่ราษฎรปกครองทำประโยชน์หมดสภาพป่าและไม่สามารถฟื้นสภาพป่าได้อีก กรมป่าไม้ กรมอุทยาน กรมการปกครอง องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนเห็นพ้องต้องกันแล้ว จึงเสนอเป็นลำดับชั้นให้คณะรัฐมนตรีลงมติให้โอนที่ดินดังกล่าวไปให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินนำไปดำเนินการออกสปก. 4-01

ที่ดินทั้งสามลักษณะนี้จึงไม่ใช่ที่ป่าตามที่พูดกัน แต่เป็นที่ซึ่งพึงออกเอกสารสิทธิ์ให้แก่ราษฎรเพื่อให้เป็นหลักทรัพย์ ให้เป็นทุนรอน และเปิดโอกาสให้สามารถลงทุนทำกิจการใด ๆ ได้

แต่ปรัชญาทางกฎหมายของกฎหมายปฏิรูปที่ดินเป็นไปเสียอีกทางหนึ่ง คือมีหลักการสำคัญอยู่ 2 ประการ ที่เป็นอุปสรรค กระทั่งมีลักษณะวิปริตผิดนิติปรัชญาโดยทั่วไป คือ

ประการแรก มีบทบังคับว่าที่ดินในเขตปฏิรูปนั้นใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้ จะใช้ทำเกษตรกรรมได้อย่างเดียวเท่านั้น

ลองนึกดูเถิดว่าถ้าพื้นที่ใดทั้งตำบลหรือทั้งอำเภอต้องปลูกแต่มันสำปะหลัง มีตลาด ร้านค้า โรงเรียน โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน โรงแรม หรือโรงพยาบาล หรือธนาคารไม่ได้เลยแล้ว สังคมหรือชุมชนนั้นจะอยู่ได้อย่างไร และอาชีพเกษตรกรรมมันทำให้คนไทยร่ำรวยสุดวิเศษหรือ? จึงต้องบังคับให้ต้องทำแต่เกษตรกรรม ซึ่งรู้กันอยู่ว่านี่คือปมปัญหาความยากจนของคนไทยที่ยังแก้ไขไม่ตกอยู่ในขณะนี้

ลองนึกดูเถิดว่าประชาชนทั้งตำบลหรือทั้งอำเภอที่เขาทำอาชีพมากมายหลายอาชีพ แล้วถูกบังคับให้เลิกอาชีพเหล่านั้น หันไปทำอาชีพเกษตรกรรม ใครเขาจะยินยอม?

ประการที่สอง ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน สปก. จะต้องเป็นคนยากจน ซึ่งเคยได้รับการตีความว่าระดับของความยากจนนั้นหมายถึงไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ยกเว้นแต่จอบและเสียม หากมีฐานะดีกว่านี้ แม้แค่มีบ้านสักหลังหนึ่ง มีรถกระบะสักคันหนึ่ง ก็ไม่ใช่คนยากจนตามความหมายของกฎหมายนี้ จะไม่มีคุณสมบัติที่จะอยู่อาศัยในแผ่นดินนี้อีกต่อไป

ในวันนี้ผู้คนที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งมีหลากหลายอาชีพและมีหลากหลายฐานะ ทั้งส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยากจนถึงขนาดที่มีแต่จอบและเสียม จึงขาดคุณสมบัติที่จะได้รับ สปก.4-01 ดังนั้นหยิบยกเรื่อง สปก.4-01 ขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าโดยฝ่ายไหนจึงเป็นเรื่องฮือฮาได้ทุกครั้ง และก็เจ็บตัวกันถ้วนทั่วทุกครั้งเหมือนเดิม

เพราะเวลานี้ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน รวมทั้งผู้ที่อยู่นอกวงทางการเมืองในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ล้วนมีคุณสมบัติไม่ครบเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้ทั้งสิ้น 
     ดังนั้นปมปัญหาแท้จึงอยู่ที่นิติปรัชญาของกฎหมายปฏิรูปที่ดินที่จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้แผ่นดินประเทศไทยมีราคา ให้ราษฎรได้เป็นเจ้าของสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินและฐานะของราษฎรเหมือนกับพื้นที่อื่น ๆ ที่มีโฉนดที่ดิน ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่รัฐจากค่าธรรมเนียมอีกด้วย 
    
จึงมีแต่ต้องดำเนินรอยตามพระบรมราโชบายของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระราชทานโฉนดที่ดินแก่พสกนิกรของพระองค์ เพื่อให้มีฐานันดรหรือเรียลเอสเตท (Real Estate) เช่นเดียวกับชาวยุโรป.

การแก้ไขปัญหาที่ดินสปก หรือการแก้ไขปัญหาการรุกพื้นที่ป่าที่มีกันมายาวนานแต่เพิ่งจะมาจัดการขั้นเด็ดขาดในขณะที่ปล่อยให้พื้นที่หลายๆๆแห่งในประเทศไทยนี้มันเปลี่ยนแปลงไปแล้วสิ่งที่ทุกฝ่ายควรกระทำ  ไม่ใช่ว่า ลงดาบฟันธง..จัดการขั้นเด็ดขาด...ควรหันหน้าเข้าหากันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร นายทุน กรมป่าไม้ สปก รัฐบาล ควรหามาตรการที่แก้ไขที่ทำให้ทุกๆๆฝ่ายไม่เสียประโยชน์และที่สำคัญผลประโยชน์ชาติโดยรวมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมก็ไม่สูญเสีย มันเป็นการวางระบบการจัดการการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรและควร ขยายความของคำว่า " เกษตรกร " ให้กว้างขึ้นเพราะประเทศเราไม่ได้มีรายได้เพียงแค่การเกษตรเชิงเดี่ยวเช่นการปลูก พืชไร่ เพียงอย่างเดียว มีการเกษตร ที่เราสามารถกำหนดแนวทางและวิธีการเพื่อให้การท่องเที่ยวของประเทศเราดีขึ้น  ไม่สายหรอกค่ะ เรามานั่งคุยกันวางแนวทางที่ทั้งรัฐและราษฎร ไม่ต้องกลัว กับ กฎหมายบางข้อที่เขียนแล้วมันขัดแย้งกับการปฎิบัติ ผังการจัดการป่าไม้ของประเทศเราที่ไม่มีการวางระบบในแต่เริ่มแรกทุกอย่างรอให้เกิดปัญหาแล้วแก้ไข ..ปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกร  เพื่ออะไร??
เราลองมาอ่านพรบ.การปฎิรูปที่ดินของรัฐเพื่อเกษตรกรรมเพื่อทำ...ความเข้าใจประดับความรู้และประเมินจากสภาพความเป็นจริงกันในขณะที่ที่ดินแถบจังหวัดนครราชสีมาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเช่น วังน้ำเขียว เขาใหญ่ ปากช่องหรือที่ดินที่ติดชายทะเลชายหาดที่สวยงามทั่วประเทศไทยที่มีการซื้อขายกันครึกโครมล้วนเป็นที่ดินที่เพื่อการปฎิรูปเพื่อเกษตรกรรมทั้งสิ้นทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่ว่า มุมมองของผู้ที่ต้องการมีที่ดินเพื่อะไร?และต้องการทำอะไร?ในขณะเดียวกันที่ผู้ขายเองก็ต้องเปิดใจที่จะคุยกันและไม่หลอกลวงกันเพราะกฎหมายมันก็คือกฎหมายทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่ความพึงพอใจแล้วล่ะกับการที่ต้องการมีที่ดินไว้สักแปลง

พระราชบัญญัติ การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการปฎิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม พ.ศ.2518"
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราช กิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 บรรดาบทกฎหมาย กฎและข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้ว ในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราช บัญญัตินี้แทน
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
  • "การปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" หมายความว่า การปรับปรุงเกี่ยวกับ สิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมตลอดถึงการจัดที่อยู่อาศัย ในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้นโดยรัฐนำที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวน คืนจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกิน สิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือ เกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย ไม่เพียงพอแก่การครองชีพและสถาบันเกษตรกรได้ เช่าซื้อ เช่าหรือเข้าทำประโยชน์โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพ เกษตรกรรมการปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและ การจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น
  • "เขตปฎิรูปที่ดิน" หมายความว่า เขตที่ดินที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเป็น เขตปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
  • "ที่ดินของรัฐ" หมายความว่า บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นทรัพย์สินของ แผ่นดินหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และ ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ อนุมัติให้บุคคลเข้าอยู่อาศัยหรือทำประโยชน์ ตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่ง ชาติ
  • "เจ้าของที่ดิน" หมายความว่า ผู้มีสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน
  • "เกษตรกรรม" หมายความว่า การทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  • "เกษตรกร" หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และ ให้ความรวมถึงบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือผู้เป็น บุตรของเกษตรกร บรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและ ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กำหนดในพระราชกฤษฎีกาด้วย
  • "สถาบันเกษตรกร" หมายความว่า กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร ชุมชนสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์
  • "การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม" หมายความว่า การเช่าหรือการเช่า ช่วงโดยได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซึ่งที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ว่าการ เช่าหรือเช่าช่วงนั้นจะมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่ก็ตาม และหมายความรวม ถึงการยินยอมให้ใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยได้รับค่าเช่าที่ดิน และการทำ นิติกรรมอื่นใดเพื่อเป็นการอำพรางการเช่าดังกล่าว
  • "ค่าเช่าที่ดิน" หมายความว่า ผลิตผลเกษตรกรรม เงินหรือทรัพย์สินอื่น ใดซึ่งเป็นค่าตอบแทนการเช่าที่ดิน และหมายความรวมถึงประโยชน์อื่นใดอัน อาจคำนวณเป็นเงินได้ที่ผู้ให้เช่าที่ดิน หรือบุคคลอื่นได้รับเพื่อตอบแทนการให้ เช่าที่ดินทั้งโดยทางตรงหรือทางอ้อม
  • "เจ้าของที่ดินผู้ประกอบเกษตรกรรมด้วยตนเอง" หมายความว่า เจ้า ของที่ดินผู้ซึ่งดำเนินการผลิตด้านเกษตรกรรม โดยเป็นผู้ลงทุนและได้ผล ประโยชน์จากการผลิตนั้นโดยตรงและไม่เป็นผู้ให้เช่าที่ดินนั้น
  • "บุคคลในครอบครัวเดียวกัน" หมายความว่าคู่สมรสและผู้สืบสันดานที่ยัง ไม่บรรลุนิติภาวะ
  • "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้
  • "คณะกรรมการ"หมายความว่าคณะกรรมการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
  • "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ มาตรานี้ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า "เกษตรกร" และ ให้ใช้ความต่อไปนี้แทนโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 3 ซึ่งประกาศใน ราชกิจจาฯ เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษา การตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎ กระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ แต่ละกระทรวง
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา 6 ให้จัดตั้งสำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมขึ้นใน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรมตามพระราชบัญญัตินี้เรียกโดยย่อว่า ส.ป.ก.
มาตรา 7 ให้ส.ป.ก.เป็นทบวงการเมือง มีฐานะเทียบเท่ากรม โดยมี เลขาธิการสำนักงานการปฎิรูปที่ดินเป็นหัวหน้าสำนักงาน
มาตรา 8 ให้ ส.ป.ก. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตร กรรมตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 9 ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า กองทุนการปฎิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมในกระทรวงการคลังประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินตาม มาตรา 10 เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
รายได้ที่ ส.ป.ก.ได้รับจากการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้นำส่งเข้า บัญชีกองทุนการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้ แผ่นดิน
การใช้จ่ายเงินของกองทุนการปฎิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมให้กระทำได้ เฉพาะการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความ เห็นชอบจากกระทรวงการคลัง
ให้กระทรวงการคลังเก็บรักษาเงินของกองทุนการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตร กรรม และเบิกจ่ายเงินจากกองทุนการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อใช้จ่าย ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 10 กองทุนการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประกอบด้วย
  1. เงินที่ได้รับจากงบประมาณแผ่นดิน
  2. เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากรัฐบาลหรือจากแหล่งต่างๆ ภายใน ประเทศหรือต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ หรือบุคคลอื่น
  3. เงินที่ได้รับจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ตามกฎหมายว่าด้วย กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร
  4. ดอกผลหรือผลประโยชน์ใด ๆที่ ส.ป.ก. ได้รับเกี่ยวกับการ ดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
มาตรา 11 เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูปที่ดินตาม มาตรา 25 ใช้บังคับในท้องที่จังหวัดใดแล้ว ให้จัดตั้งสำนักงานการปฎิรูปที่ดินจังหวัด ขึ้นสังกัดสำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยให้มีอำนาจหน้าที่ใน การดำเนินการปฎิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมตามที่คณะกรรมการและคณะ กรรมการปฎิรูปที่ดินจังหวัดกำหนด
ในกรณีที่ได้กำหนดเขตปฎิรูปที่ดินเขตหนึ่งเขตใดคลุมที่ดินในเขตของสอง จังหวัดขึ้นไป คณะกรรมการจะมอบหมายให้สำนักงานการปฎิรูปที่ดินจังหวัดใด มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการปฎิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมตลอดเขตปฎิรูปที่ดินนั้นก็ ได้ไม่ว่าจะมีสำนักงานการปฎิรูปที่ดินในจังหวัดที่เกี่ยวข้องนั้นหรือไม่ ให้สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม มาตรา 6 ทำหน้าที่สำนัก งานการปฎิรูปที่ดินกรุงเทพมหานครด้วย
มาตรา 12 ให้มีคณะกรรมการปฎิรูปี่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานกรรมการ ปลัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดี กรมป่าไม้ อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน อธิบดีกรมส่งเสริมการ เกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรม ประชาสงเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดี กรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร ประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่ง ประเทศไทย และประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยเป็นกรรม การและกรรมการอื่นอีกไม่เกินเก้าคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้แทน เกษตรกรหกคนและผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินสามคน ให้เลขาธิการสำนักงานการ ปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ
เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูปที่ดินตาม มาตรา 25 ใช้บังคับ ในท้องที่กรุงเทพมหานครแล้ว ให้คณะกรรมการทำหน้าที่คณะกรรมการ ปฎิรูปที่ดินจังหวัดสำหรับกรุงเทพมหานครด้วย
หมายเหตุ ความเดิมในมาตรานี้ได้ยกเลิกไป และให้ใช้ความต่อไปนี้ แทนโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 5 ซึ่งประกาศในราชกิจจาฯ เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 13 ให้กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตาม มาตรา 12 และ มาตรา 13 มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการในระหว่างที่กรรมการ ซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว ยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งซ่อมนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่ เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น
กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้
มาตรา 14 ให้กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตาม มาตรา 12 และ มาตรา 13 มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการในระหว่างที่กรรมการ ซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว ยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งซ่อมนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่ เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น
กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้
มาตรา 15 กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญา กับ ส.ป.ก.หรือในกิจการที่กระทำให้แก่ ส.ป.ก. ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม
มาตรา 16 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม มาตรา 14 วรรคหนึ่งกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
  1. ตาย
  2. ลาออก
  3. คณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่มีอำนาจแต่งตั้ง แล้วแต่กรณี ให้ออก
  4. มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 15
มาตรา 17 การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อย กว่ากึ่งจำนวนของกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
มาตรา 18 การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา 19 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการ กำหนดนโยบาย มาตรการ ข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานการ ปฎิรูปที่ดินของ ส.ป.ก. ตลอดจนการควบคุมการบริหารงานของ ส.ป.ก. รวมทั้งอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
  1. จัดหาที่ดินของรัฐ เพื่อนำมาใช้ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
  2. พิจารณากำหนดเขตปฎิรูปที่ดินตาม มาตรา 25 การจัดซื้อหรือเวนคืน ที่ดินตาม มาตรา 29 และการกำหนดเนื้อที่ที่ดินที่จะให้เกษตรกร หรือสถาบัน เกษตรเช่าระยะยาว หรือเช่าซื้อตาม มาตรา 30
  3. พิจารณาการกำหนดแผนผัง และการจัดแบ่งแปลงที่ดินในเขตปฎิรูป ที่ดิน
  4. พิจารณาอนุมัติแผนงาน และโครงการการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตร กรรมตลอดจนงบค่าใช้จ่ายของ ส.ป.ก.เสนอรัฐมนตรี
  5. พิจารณากำหนดแผนการผลิต และการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม ในเขตปฎิรูปที่ดินเพื่อยกระดับรายได้ และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกร
  6. พิจารณากำหนดแผนการส่งเสริม และบำรุงเกษตรกรรมในเขต ปฎิรูปที่ดินรวมทั้งการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ปรับปรุงประสิทธิภาพในการ ผลิตและคุณภาพผลิตผลเกษตรกรรมตลอดจนสวัสดิการ การสาธารณูปโภค การศึกษาและการสาธารณสุขของเกษตรกร
  7. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนแบบสัญญาเช่าและเช่าซื้อที่จะทำกับเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดิน
  8. กำหนดระเบียบการให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ผู้ได้รับที่ดิน จากการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และปฏิบัติตามแผนการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม
  9. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการว่าด้วยการให้เกษตรกรและสถาบัน เกษตรกรในเขตปฎิรูปที่ดินกู้ยืมจากส.ป.ก.ตลอดจนเงื่อนไขของการกู้ยืมโดย อนุมัติรัฐมนตรี
  10. กำหนดระเบียบเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของเกษตร กรและสถาบันเกษตรกรผู้ได้รับที่ดินจากการปฎิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมตลอด จนการควบคุมดูแลกิจการอื่น ๆ ภายในเขตปฎิรูปที่ดิน
  11. ติดตามการปฏิบัติงานของ ส.ป.ก.ให้เป็นไปตามแผนงานและ โครงการที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จากการปฏิบัติงาน
  12. กำหนดกิจการและระเบียบการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ของ ส.ป.ก.หรือสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของการปฎิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม
มาตรา 20 ให้คณะกรรมการปฎิรูปที่ดินจังหวัดมีอำนาจหน้าที่และความรับ ผิดชอบในการกำหนดมาตรการ และวิธีปฏิบัติงานของสำนักงานการปฎิรูปที่ดิน จังหวัดและให้มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
  1. พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงาน โครงการและค่าใช้จ่ายของ สำนักงานการปฎิรูปที่ดินจังหวัด เพื่อเสนอคณะกรรมการ
  2. ติดตามการปฏิบัติงานของสำนักงานการปฎิรูปที่ดินจังหวัดให้เป็นไป ตามแผนงานและโครงการที่ได้รับอนุมัติตลอดจนดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน
  3. พิจารณาผลการปฏิบัติงาน เพื่อปรับปรุงแผนงาน โครงการ งบค่า ใช้จ่ายและวิธีปฏิบัติงานของสำนักงานการปฎิรูปที่ดินจังหวัด
  4. จัดทำงบประมาณค่าใช้จ่ายตามโครงการการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตร กรรมแต่ละโครงการเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ
  5. ดำเนินการเกี่ยวกับการเงินและกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการปฎิรูป ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมตามระเบียบหรือข้อบังคับหรือมติของคณะกรรมการหรือ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
  6. วางระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสำนักงานการ ปฎิรูปที่ดินจังหวัดเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบ หรือข้อบังคับหรือมติของคณะ กรรมการ
มาตรา 21 ให้คณะกรรมการหรือคณะกรรมการปฎิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจ แต่งตั้งอนุกรรมการคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อพิจารณาเรื่องต่าง ๆหรือปฏิบัติ งานอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการปฎิรูปที่ดินจังหวัด มอบหมาย
การประชุมของอนุกรรมการ ให้นำความใน มาตรา 17 มาใช้บังคับโดย อนุโลม
มาตรา 22 ภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณทุกปี ให้ รัฐมนตรีประกาศรายงานรับจ่ายเงินของ ส.ป.ก. ในราชกิจจานุเบกษา รายงานการรับจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดินได้ตรวจสอบแล้ว ให้ทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอรัฐสภาทราบ
มาตรา 23 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการประกอบ เกษตรกรรม หรือการทำประโยชน์หรือกิจการอื่น ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ใน ที่ดินในเขตปฎิรูปที่ดินในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก และให้ แสดงบัตรประจำตัวต่อผู้ที่เกี่ยวข้องให้เจ้าของ หรือผู้ครอบครองที่ดินหรือผู้ที่ เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร
บัตรประจำตัวให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราช กิจจานุเบกษา
มาตรา 24 ให้ประธานกรรมการ กรรมการ อนุกรรมการ เลขาธิการ สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รองเลขาธิการสำนักงานการปฎิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวล กฎหมายอาญา
มาตรา 25 การกำหนดเขตที่ดินในท้องที่ใดให้เป็นเขตปฎิรูปที่ดินให้ตรา เป็นพระราชกฤษฎีกา ในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้มีแผนที่แสดงเขตและระบุท้องที่ที่ อยู่ในเขตปฎิรูปที่ดินแนบท้ายพระราชกฤษฎีกานั้นด้วย แผนที่ดังกล่าวให้ถือเป็น ส่วนหนึ่งแห่งพระราชกฤษฎีกา
"การกำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฎิรูปที่ดินตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนด เฉพาะที่ดินที่จะดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เว้นแต่ในกรณีที่จำเป็น จะถือเขตของตำบลหรืออำเภอเป็นหลักก็ได้ โดยให้ดำเนินการกำหนดเขต ปฎิรูปที่ดินในเขตท้องที่อำเภอที่มีเกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินประกอบเกษตรกรรมเป็น ของตนเอง หรือมีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ หรือต้องเช่าที่ดิน ของผู้อื่นประกอบเกษตรกรรมอยู่เป็นจำนวนมาก ตลอดจนที่มีผลผลิตต่อไร่ต่ำ เป็นเกณฑ์ในการจัดอันดับความสำคัญในการกำหนดเขตก่อนหลัง ในกรณีที่ถือ เขตของตำบลหรืออำเภอเป็นเขตปฎิรูปที่ดินนั้น ให้หมายถึงเฉพาะที่ตั้งอยู่นอก เขตเทศบาลและสุขาภิบาล"
ให้ดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชักช้า และให้ดำเนินการ สำรวจที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และวางโครงการเพื่อดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรมในท้องที่ทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักรให้เสร็จภายในสามปีนับแต่วัน ที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
หมายเหตุ ความเดิมในวรรคสามนี้ได้ยกเลิกไป และให้ใช้ความต่อไป นี้แทนโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 6 ซึ่งประกาศในราชกิจจาฯ เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 25ทวิ ถ้าที่ดินที่ ส.ป.ก.ได้มาเป็นแปลงเล็กแปลงน้อยและมิได้ อยู่ในเขตปฎิรูปที่ดินให้ ส.ป.ก.มีอำนาจจัดที่ดินนั้นให้กับเกษตรกรหรือสถาบัน เกษตรกรได้ตาม มาตรา 30 เสมือนว่าเป็นที่ดินในเขตปฎิรูปที่ดิน โดยไม่ต้อง ดำเนินการกำหนดเขตที่ดินในท้องที่นั้นให้เป็นเขตปฎิรูปที่ดิน มาตรา 25
หมายเหตุ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา 25ทวิ โดย พ.ร.บ.แก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 7 ซึ่งประกาศในราชกิจจาฯ เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 26 เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูปที่ดินใช้บังคับใน ท้องที่ใดแล้ว
  1. ถ้าในเขตปฎิรูปที่ดินนั้นมีที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับ พลเมืองใช้ร่วมกันแต่พลเมืองเลิกใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น หรือได้เปลี่ยนแปลง สภาพจากการเป็นที่ดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันก็ดี หรือพลเมืองยังใช้ ประโยชน์ในที่ดินนั้นอยู่หรือยังไม่เปลี่ยนสภาพจากการเป็นที่ดินสำหรับพลเมือง ใช้ร่วมกันเมื่อได้จัดที่ดินแปลงอื่นให้พลเมืองใช้ร่วมกันแทน โดยคณะกรรมการ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ดี ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูป ที่ดินนั้นมีผล เป็นการถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับที่ดิน ดังกล่าวโดยมิต้องดำเนินการถอนสภาพตามประมวลกฎหมายที่ดิน และให้ ส.ป.ก.มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้
  2. ถ้าในเขตปฎิรูปที่ดินนั้นมีที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ หรือที่ดินที่ได้สงวนหรือหวง ห้ามไว้ตามความต้องการของทางราชการ เมื่อกระทรวงการคลังได้ให้ความ ยินยอมแล้วให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูปที่ดินนั้นมีผลเป็นการถอนสภาพ การเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับที่ดินดังกล่าวโดยมิต้องดำเนินการ ถอนสภาพตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและให้ ส.ป.ก.มีอำนาจนำที่ดินนั้นมา ใช้ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้
  3. ถ้าในเขตปฎิรูปที่ดินนั้นมีที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่ง เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า หรือที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็น ของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดินและที่ดินนั้นอยู่นอกเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรีให้ ส.ป.ก.มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรมได้
  4. ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ ดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนใดแล้ว เมื่อ ส.ป.ก.จะนำที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นไปดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตร กรรม ให้พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูปที่ดินมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวน แห่งชาติ
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตาม(4) ให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราช บัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ และมีอำนาจในการให้เช่าที่ดินอันเป็นป่าสงวนแห่ง ชาติดังกล่าวได้ และให้ค่าเช่าที่ได้มาตกเป็นของกองทุนการปฎิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม
หมายเหตุ ความเดิมใน มาตรานี้ได้ยกเลิกไป และให้ใช้ความต่อไปนี้ แทนโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 8 ซึ่งประกาศในราชกิจจาฯ เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 27 เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูปที่ดินใช้บังคับใน ท้องที่ใดแล้ว ภายในเขตปฎิรูปที่ดิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งปฏิบัติงาน ร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้
  1. เข้าไปทำการอันจำเป็นเพื่อการสำรวจรังวัดได้แต่ต้องแจ้งให้เจ้า ของหรือผู้ครอบครองที่ดินทราบเสียก่อน
  2. ทำเครื่องหมายขอบเขต หรือแนวเขตโดยปักหลักหรือขุดร่องแนว ในกรณีที่ต้องสร้างหมุดหลักฐานการแผนที่ในที่ดินของผู้ใด ก็ให้มีอำนาจสร้าง หมุดหลักฐานลงได้ตามความจำเป็น
เมื่อมีความจำเป็นและโดยสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจขุดดิน ตัด รานกิ่งไม้ และกระทำการอย่างอื่นแก่สิ่งที่กีดขวางการสำรวจรังวัดได้เท่าที่ จำเป็น ทั้งนี้ให้คำนึงถึงการที่จะให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความเสียหายน้อยที่สุด
ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน และผู้ที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวก ตามสมควร
มาตรา 28 ภายในระยะเวลาสามปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนด เขตปฎิรูปที่ดินตาม มาตรา 25 ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายด้วยประการใดๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฎิรูปที่ดิน เว้นแต่ได้รับอนุญาต เป็นหนังสือจากคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย
ในกรณีที่ ส.ป.ก.จัดซื้อหรือดำเนินการเวนคืนที่ดินนั้น ถ้ามีการกระทำ อันเป็นการฝ่าฝืนความในวรรคหนึ่ง และเป็นทรัพย์สินหรือสิ่งที่ก่อให้เกิดความ เสียหายหรือกีดขวางการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่ง ได้รับมอบหมาย จากคณะกรรมการมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ ครอบครองที่ดินทำการรื้อถอนเสียได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าเจ้าของ หรือผู้ครอบครองที่ดินไม่ปฏิบัติตาม ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการ มอบหมาย มีอำนาจดำเนินการรื้อถอนโดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน ดังกล่าวจะเรียกร้องค่าเสียหายมิได้ และต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนนั้นด้วย
มาตรา 29 ในเขตปฎิรูปที่ดิน เมื่อคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า ที่ดิน บริเวณใดสมควรดำเนินการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ ส.ป.ก.มีอำนาจ จัดซื้อหรือดำเนินการเวนคืนที่ดินได้ ดังต่อไปนี้
(1) ที่ดินแปลงเดียวหรือหลายแปลงมีเนื้อที่รวมกันเกินกว่าห้าสิบไร่ ซึ่ง บุคคลในครอบครัวเดียวกันไม่ว่าคนหนึ่ง หรือหลายคนเป็นเจ้าของที่ดินผู้ ประกอบเกษตรกรรมด้วยตนเองให้ส.ป.ก.มีอำนาจจัดซื้อหรือดำเนินการเวน คืนที่ดินส่วนที่เกินกว่าห้าสิบไร่
(2) ถ้าที่ดินดังกล่าวใน (1) มีเนื้อที่รวมกันเกินกว่าหนึ่งร้อยไร่ และ เจ้าของที่ดินผู้ประกอบเกษตรกรรม ด้วยตนเองใช้เพื่อการเลี้ยงสัตว์จำพวก สัตว์ใหญ่ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดชนิด จำนวน และเงื่อนไขในราชกิจจา นุเบกษาให้ ส.ป.ก.มีอำนาจจัดซื้อหรือดำเนินการเวนคืนที่ดินส่วนที่เกินกว่า หนึ่งร้อยไร่
ถ้าเจ้าของที่ดินรายใด มีความประสงค์จะประกอบเกษตรกรรมด้วย ตนเองในที่ดินเกินกว่าตามที่กล่าวไว้ใน (1) หรือ (2) และแสดงได้ว่าตน ได้ประกอบเกษตรกรรมในที่ดินด้วยตนเองเกินกว่าที่กล่าวไว้ใน (1) หรือ (2) อยู่แล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และแสดงได้ว่าตน มีความสามารถและมีปัจจัยที่จะทำที่ดินนั้นให้เป็นประโยชน์ทางเกษตรกรรมได้ ทั้งตนจะเป็นผู้ประกอบเกษตรกรรมในที่ดินนั้นด้วยตนเอง ให้ยื่นคำร้องต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมทั้งแสดงหลักฐานอ้างอิงประกอบคำร้อง เพื่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนแล้ว ให้รายงานต่อคณะกรรมการ ถ้าคณะกรรมการเห็น สมควรอนุญาตก็ให้กำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตเสนอรัฐมนตรีพิจารณา หาก รัฐมนตรีเห็นชอบก็ให้อนุญาตให้ผู้ร้องขอนั้นมีสิทธิในที่ดินนั้นต่อไป แต่ต้อง ไม่เกินหนึ่งพันไร่ ในกรณีที่ผู้ร้องขอได้รับสิทธิในที่ดินดังกล่าวไม่ ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ให้ ส.ป.ก. มีอำนาจจัดซื้อหรือ ดำเนินการเวนคืนที่ดินที่ได้รับเพิ่มขึ้นนั้น เพื่อใช้ในการปฎิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมต่อไป
ในกรณีที่เจ้าของที่ดินรายใด ได้แสดงว่าตนได้ประกอบเกษตรกรรมใน ที่ดินด้วยตนเองเกินกว่าหนึ่งพันไร่อยู่แล้ว ไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีก่อนวันที่พระราช บัญญัตินี้ใช้บังคับ และมีความประสงค์จะประกอบเกษตรกรรมด้วยตนเองใน ที่ดินนั้นต่อไป ให้คณะกรรมการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
  • ได้ลงทุนในกิจกรรมเกษตรในที่ดินนั้นไปแล้วเป็นจำนวนมากและการ ลงทุนนั้นได้กระทำไปด้วยการส่งเสริมของรัฐ
  • เป็นการประกอบการเพื่อพัฒนาวิทยาการเกษตรแผนใหม่ หรือที่ยังมี ความต้องการอยู่มากมายในประเทศหรือเพื่อการส่งออก
  • ในการที่จะประกอบกิจการได้ต่อไปนั้นจะต้องมีลักษณะที่ช่วยพัฒนาการ เกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรในด้านปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมผลผลิตการ เกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรได้อย่างกว้างขวางในเรื่องการสาธิตและ เป็นตลาดรับซื้อผลิตผลเกษตรกรรมจากเกษตรกรโดยตรง
  • เมื่อพ้นสิบห้าปี หากสถาบันเกษตรกรมีความต้องการและสามารถที่ จะเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการนั้น เจ้าของที่ดินต้องยินยอมให้สถาบันเกษตรกรถือหุ้น ในกิจการนั้นไม่น้อยกว่าร้อยละหกสิบของจำนวนหุ้นทั้งหมดทั้งนี้ ให้เป็นไปตาม วิธีการและรายละเอียดที่คณะกรรมการกำหนด
ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควรอนุญาต ก็ให้กำหนดเงื่อนไขในการ อนุญาตเสนอรัฐมนตรีพิจารณา หากรัฐมนตรีเห็นชอบก็ให้อนุญาตให้ผู้ร้องขอนั้น มีสิทธิในที่ดินนั้นต่อไป ในกรณีที่ผู้ร้องขอได้รับสิทธิในที่ดิน ดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดให้ ส.ป.ก.มีอำนาจจัดซื้อ หรือดำเนินการเวนคืนที่ดินที่ได้รับเพิ่มขึ้นนั้น เพื่อใช้ในการปฎิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต่อไป
(3) ที่ดินแปลงใดถ้าเจ้าของไม่ได้ใช้ที่ดินประกอบเกษตรกรรมด้วย ตนเองหรือมิได้ใช้ประกอบเกษตรกรรมอย่างใดหรือประกอบเกษตรกรรมเล็ก น้อย หรือประกอบเกษตรกรรมบางส่วนเพียงเป็นการแสดงสิทธิในที่ดิน ให้ ส.ป.ก. มีอำนาจจัดซื้อหรือดำเนินการเวนคืนที่ดินนั้นได้ในส่วนที่เกินกว่ายี่สิบ ไร่
ถ้าเจ้าของที่ดินตาม (3) มีความประสงค์จะประกอบเกษตรกรรมด้วย ตนเอง และแสดงได้ว่าตนมีความสามารถและมีปัจจัยที่จะทำที่ดินนั้นให้เป็น ประโยชน์ทางเกษตรกรรมได้ทั้งตน จะเป็นผู้ประกอบเกษตรกรรมในที่ดินนั้น ด้วยตนเอง ให้ยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมทั้งแสดงหลักฐานอ้างอิง ประกอบคำร้อง เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนแล้ว ให้รายงานต่อคณะ กรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายเพื่อพิจารณาอนุญาตให้ผู้ร้องขอนั้นมี สิทธิในที่ดินต่อไป ตามขนาดใน (1) หรือ (2)แล้วแต่กรณี และให้คณะกรรม การกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาต ในกรณีผู้ได้รับสิทธิในที่ดินดังกล่าวไม่ปฏิบัติ ตามเงื่อนไข ให้ ส.ป.ก.มีอำนาจจัดซื้อหรือดำเนินการเวนคืนที่ดินนั้นเพื่อใช้ ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต่อไป
"ในการรับซื้อที่ดินตาม มาตรานี้ ถ้าเจ้าของที่ดินประสงค์จะขายที่ดินของ ตนให้ทั้งหมด ก็ให้ ส.ป.ก.มีอำนาจจัดซื้อได้"
บทบัญญัติใน มาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่ที่ดินบรรดาที่เป็นของทบวงการเมือง องค์การของรัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันเกษตรกร หรือที่ดินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมายเหตุ มาตรานี้ให้เพิ่มความในวรรคสามต่อไปนี้ โดย พ.ร.บ.แก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 9 ซึ่งประกาศในราชกิจจาฯ เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 30 บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ ส.ป.ก.ได้มา ให้ส.ป.ก. มีอำนาจจัดให้เกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการและ เงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ ตามขนาดการถือครองในที่ดินดังกล่าว ต่อไปนี้
  1. จำนวนที่ดินไม่เกินห้าสิบไร่สำหรับเกษตรกรและบุคคลในครอบครัว เดียวกัน ซึ่งประกอบเกษตรกรรมอย่างอื่นนอกจากเกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์ใหญ่ ตาม (2)
  2. จำนวนที่ดินไม่เกินหนึ่งร้อยไร่ สำหรับเกษตรกรและบุคคลในครอบ ครัวเดียวกัน ซึ่งใช้ประกอบเกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์ใหญ่ตามที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนด
  3. จำนวนที่ดินที่คณะกรรมการเห็นสมควร สำหรับสถาบันเกษตรกร ทั้งนี้โดยคำนึงถึงประเภทและลักษณะการดำเนินงานของสถาบันเกษตรกรนั้นๆ
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการจัดให้เกษตรกร และเป็นที่ ดินที่คณะกรรมการกำหนด มิให้มีการโอนสิทธิในที่ดินก็ให้จัดให้เกษตรกรเช่า ในกรณีอื่นให้จัดให้เกษตรกรเช่า หรือเช่าซื้อตามที่เกษตรกรแสดงความจำนง ถ้าเป็นการจัดให้สถาบันเกษตรกรให้จัดให้สถาบันเกษตรกรเช่า
บรรดาที่ดินที่ ส.ป.ก.ได้มา ถ้าเป็นที่ดินของรัฐและมีเกษตรกรถือครอง อยู่แล้วเกินจำนวนที่กำหนดในวรรคหนึ่งก่อนเวลาที่คณะกรรมการกำหนด เมื่อ เกษตรกรดังกล่าวยื่นคำร้องและยินยอมชำระค่าเช่า หรือค่าชดเชยที่ดินใน อัตราหรือจำนวนที่เพิ่มขึ้น ตามที่คณะกรรมการกำหนด สำหรับที่ดินส่วนที่เกิน ตามวรรคหนึ่งให้คณะกรรมการจัดที่ดินให้เกษตรกรเช่าหรือจัดให้ แล้วแต่กรณี ตามจำนวนที่เกษตรกรถือครองได้ แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งร้อยไร่ ในการกำหนดอัตราค่าเช่าหรือค่าชดเชยที่ดินดังกล่าว ต้องคำนึงถึงระยะ เวลาและวิธีการที่เกษตรกรได้ที่ดินนั้นมา ความสามารถในการทำประโยชน์ ประเภทของเกษตรกรรม และการทำประโยชน์ที่ได้ทำไว้แล้วในที่ดินนั้น
ในการจัดที่ดินให้เกษตรกรตามวรรคสามถ้าเกษตรกรได้เข้าครอบครอง ที่ดินดังกล่าวก่อน พ.ศ.2510 ให้เรียกเก็บเฉพาะค่าธรรมเนียมในการโอน และรังวัด และค่าปรับปรุงพัฒนาที่ดินที่ ส.ป.ก.ดำเนินการให้ตามจำนวนที่ คณะกรรมการกำหนด เฉพาะส่วนที่ไม่เกินห้าสิบไร่
นอกจากการจัดที่ดินให้แก่บุคคลตาม (1) (2) และ (3) ให้ ส.ป.ก. มีอำนาจจัดที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุคคลใดเช่า เช่าซื้อ ซื้อหรือเข้าทำ ประโยชน์ เพื่อใช้สำหรับกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการ ปฎิรูปที่ดินตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดใน ราชกิจจานุเบกษาได้ ทั้งนี้ ตามขนาดการถือครองในที่ดินที่คณะกรรมการเห็น สมควรซึ่งต้องไม่เกินห้าสิบไร่ ส่วนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการ อนุญาตหรือการให้ผู้ได้รับอนุญาตถือปฏิบัติให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
การจัดที่ดินให้เช่า หรือเช่าซื้อตาม มาตรานี้ไม่อยู่ในภายใต้บังคับแห่ง กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการเช่าหรือเช่าซื้อ และสิทธิการเช่าหรือเช่าซื้อ ดังกล่าวจะโอนแก่กันได้หรือตกทอดทางมรดกได้เฉพาะตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
หมายเหตุ ความมเดิมใน มาตรานี้ได้ยกเลิกไป และให้ใช้ความต่อไปนี้ แทนโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 10 ซึ่งประกาศในราชกิจจาฯ เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 31 ถ้าเกษตรกรผู้ใดต้องการมีสิทธิในที่ดิน หรือขอเช่าที่ดินเพื่อ เกษตรกรรมเกินกว่าที่กำหนดไว้ตาม มาตรา 30 (1) หรือ (2) และแสดง ได้ว่าตนมีความสามารถและมีปัจจัยที่จะทำที่ดินที่ขอเพิ่มนั้นให้เป็นประโยชน์ใน ทางเกษตรกรรมได้ ทั้งตนจะเป็นผู้ประกอบเกษตรกรรมในที่ดินนั้นด้วยตนเอง ให้ทำคำร้อง ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมทั้งแสดงหลักฐานอ้างอิงประกอบ คำร้อง
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนแล้ว ให้เสนอคำร้องพร้อมด้วยบันทึก รายงานผลการสอบสวนต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิในที่ดินหรือได้ เช่าที่ดินได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินหนึ่งเท่าของจำนวนเนื้อที่ ที่ดินที่กำหนดไว้ตาม มาตรา 30 (1) หรือ (2) ทั้งนี้โดยกำหนดเงื่อนไข ก็ได้ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข คณะกรรมการมีอำนาจสั่ง เพิกถอนการอนุญาตเสียได้และจัดซื้อ หรือดำเนินการเวนคืนที่ดินหรือสั่งเลิก การเช่าที่ดินดังกล่าวได้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนตามแต่จะเห็นสมควร และ นำที่ดินนั้นไปใช้เพื่อการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต่อไป
มาตรา 32 ถ้า ส.ป.ก. ได้ที่ดินแปลงใดมาโดยการจัดซื้อหรือเวนคืน หรือได้มาตาม มาตรา 25ทวิ เพื่อใช้ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้ สิทธิของผู้เช่าที่ดินแปลงนั้นตามสัญญาเช่าหรือตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมเป็นอันสิ้นสุดลง
หมายเหตุ ความเดิมในมาตรานี้ได้ยกเลิกไป และให้ใช้ความต่อไปนี้ แทนโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 11 ซึ่งประกาศในราชกิจจาฯ เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 33 เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฎิรูปที่ดินใช้บังคับใน ท้องที่ใดแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้บรรดาเจ้าของที่ดินที่มีที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมที่อยู่ในเขตปฎิรูปที่ดินแจ้งจำนวนแปลงที่ดิน ขนาดของที่ดินแต่ ละแปลง ที่ตั้งของที่ดิน และการทำประโยชน์ในที่ดินที่ตนเป็นเจ้าของทุกแปลง ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเก้าสิบวัน ตามแบบและวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 34 ในการเวนคืนที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อการปฎิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริม ทรัพย์มาใช้การบังคับโดยอนุโลม
สำหรับที่ดินที่เวนคืนตามวรรคหนึ่ง ให้ ส.ป.ก.หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย จาก ส.ป.ก.มีอำนาจเข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวเพื่อดำเนินการปฎิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมได้ทันที
มาตรา 35 การชำระราคาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่จัดซื้อตามพระราช บัญญัตินี้ ให้จ่ายเป็นเงินสดหรือเงินสดและพันธบัตรของรัฐบาล ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
การชำระค่าทดแทนที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืนตามพระราชบัญญัตินี้ ให้จ่ายเป็นเงินสดส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือให้จ่ายเป็นพันธบัตรของรัฐบาล ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอำนาจออกพันธบัตร เพื่อ ชำระราคาหรือค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง และมีอำนาจกำหนด อัตราดอกเบี้ยระยะเวลาไถ่ถอน เงื่อนไข และวิธีการในการออกพันธบัตร ทั้งนี้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พันธบัตรตามวรรคสามเมื่อครบกำหนดชำระให้ชำระจากเงินของกองทุน การปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
มาตรา 36 มาตรา 36 ให้คณะกรรมการกำหนดเงินค่าทดแทนโดยคำนึงถึงการได้มา สภาพความอุดมสมบูรณ์ และทำเลที่ตั้งของที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ประกอบ กับมูลค่าของผลิตผลเกษตรกรรมหลักที่สามารถผลิตได้จากที่ดินในท้องที่นั้นทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคมและแก่บรรดาเกษตรกรผู้ที่จะต้องรับภาระ จ่ายค่าที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์แก่ ส.ป.ก.ต่อไปด้วย
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งจำนวนเงินค่าทดแทน ให้เจ้าของที่ดิน หรือผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนทราบ ถ้าเจ้าของที่ดินหรือผู้มีสิทธิได้รับ ค่าทดแทนไม่เห็นชอบด้วยกับจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าวมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม มาตรา 40
หมายเหตุ ความเดิมในวรรคสามนี้ได้ยกเลิกไปแล้วโดย พระราช บัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 12 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 36ทวิ บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่ ส.ป.ก.ได้มา ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิเพื่อใช้ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีอำนาจออกหนังสือแสดง สิทธิในที่ดินเกี่ยวกับที่ดินของ ส.ป.ก.ตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามที่ ส.ป.ก. ร้องขอ
หมายเหตุ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา 36ทวิ โดย พ.ร.บ.แก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 แก้ไขใน มาตรา 13 ซึ่งประกาศในราชกิจจาฯ เล่มที่ 106 ตอนที่ 149 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2532
มาตรา 37 ห้ามมิให้ยกอายุความครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับ ส.ป.ก. ในเรื่องที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ ส.ป.ก.ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 38 ถ้า ส.ป.ก.เกี่ยวข้องในกิจการใดที่กฎหมายกำหนดให้จด ทะเบียนในอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในการ ปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ ส.ป.ก.ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการ จดทะเบียนนั้น
มาตรา 39 ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะ ทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอด ทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ภายในเขตปฎิรูปที่ดิน
มาตรา 40 ถ้าเจ้าของที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์หรือผู้มีสิทธิได้รับเงินค่า ทดแทนผู้ใดประสงค์จะอุทธรณ์ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ภายในสาม สิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งตาม
มาตรา 41 ให้มีคณะกรรมการอุทธรณ์คณะหนึ่ง ประกอบด้วยปลัด กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายหนึ่งคน ผู้ทรงคุณวุฒิทางดินหนึ่งคนผู้ทรงคุณวุฒิทางเศรษฐกิจการเกษตรหนึ่งคน ผู้ทรง คุณวุฒิทางพืชพรรณหนึ่งคน เป็นกรรมการ ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งกรรม การหรือบุคคลใดเป็นเลขานุการคณะกรรมการ
ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการอุทธรณ์ กรรมการผู้ทรง คุณวุฒิจะเป็นกรรมการ หรืออนุกรรมการในคณะกรรมการหรือคณะกรรมการ ปฎิรูปที่ดินจังหวัดมิได้
มาตรา 42 ให้คณะกรรมการอุทธรณ์มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคำ อุทธรณ์ที่ยื่นต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ ให้คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ให้ เสร็จสิ้นภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์
หากผู้อุทธรณ์ไม่พอใจในคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ ภายในกำหนดหนึ่งเดือนในกรณีที่ยังมิได้มีการตั้งศาลปกครองตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญ มิให้นำข้อความดังกล่าวนี้มาใช้บังคับ
มาตรา 43 ให้คณะกรรมการอุทธรณ์มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น คณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อกระทำการที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการอุทธรณ์ หรือให้ช่วยเหลือในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้เว้นแต่การวินิจฉัยอุทธรณ์ และให้นำ มาตรา 17 และ มาตรา 18 มาใช้ บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 44 ให้กรรมการอุทธรณ์ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ใน ตำแหน่งคราวละสองปีกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้ง เป็นกรรมการอีกได้
ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมอุทธรณ์ ระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว ยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งซ่อมนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่ เหลืออยู่ของกรรมการอุทธรณ์ซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น
มาตรา 45 ให้นำ มาตรา 16 มาตรา 17 และ มาตรา 18 มาใช้แก่คณะ กรรมการอุทธรณ์โดยอนุโลม
มาตรา 46 หลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นอุทธรณ์ และวิธีพิจารณาใน การวินิจฉัยคำอุทธรณ์ ให้กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา 47 ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนายความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม มาตรา 23 หรือ มาตรา 27 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 48 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีซึ่งออกตาม มาตรา 33 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศ ใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ประเทศไทยได้จัดให้ มีการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาระยะหนึ่งแล้ว แต่การดำเนินการยังมีอุปสรรคทำให้ การงานไม่อาจดำเนินไปโดยเหมาะสมตามควร สมควรขยายขอบเขตการจัดที่ดินใน การปฏิรูปที่ดินให้กว้างขวางขึ้นให้สามารถ ช่วยเหลือผู้ที่ประสงค์จะเป็นเกษตรกรได้ และ อาจจัดที่ดินให้แก่ผู้ประกอบกิจการสนับสนุนและต่อเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินได้ด้วย เพื่อให้ งานดำเนินไปครบวงจรของภาคเกษตรกรรม นอกจากนั้น ในการจัดหาที่ดินมาดำเนิน การปฏิรูปที่ดินได้มีปัญหาว่าจะจัดซื้อที่ดินจากผู้ที่สมัครใจขายได้หมดทั้งแปลงหรือไม่ และ การนำที่ดินของรัฐมาใช้จัดที่ดินมีปัญหาว่า ยังไม่มีแนวทางที่แน่ชัดระหว่างหน่วยงานที่ รับผิดชอบเกิดปัญหาว่า ส.ป.ก. สมควรจะนำที่ดินส่วนใดมาใช้จัดได้เมื่อใดและเพียงใด ทั้งยังมีข้อจำกัดที่ ส.ป.ก. จะเข้าดำเนินการในที่ดินที่มีผู้ประสงค์บริจาค เพราะที่ดินนั้น ต้องกลายเป็นที่ราชพัสดุและที่ดินอาจมีขนาดไม่กว้างมาก ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะกำหนดเป็น เขตปฏิรูปที่ดินเล็ก ๆ โดยพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับ ส่วนในขั้นนำที่ดินมาจัดให้แก่ ประชาชนนั้น กฎหมายปัจจุบันได้แยกข้อแตกต่างระหว่างที่ดินที่เป็นของรัฐมาแต่เดิมกับที่ดิน ที่ได้มาโดยการจัดซื้อหรือเวนคืน ทำให้ไม่อาจจัดสิทธิในที่ดินให้แก่ประชาชนให้สอดคล้อง กัน สมควรแก้ไขโดยคำนึงถึงเป้าหมายและความต้องการของผู้ขอรับการจัดที่ดินเป็นสำคัญ เพื่อให้สิทธิในที่ดินมีส่วนเกื้อหนุนสภาพความเป็นอยู่ในภาคเกษตรกรรมตามความเป็นจริง อนึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน จังหวัด และแนวทางในการกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินยังไม่เหมาะสมสมควรแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายปัจจุบันเสียใหม่ ในคำจำกัดความของคำว่า " เกษตรกร "จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[ร.จ.เล่ม 106 ตอนที่ 149 หน้า 12 8 กันยายน 2532]

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โฉนดชุมชนคืออะไร? เริ่มมาแล้วที่บ้านเรา

โฉนดชุมชนคืออะไรเราได้ยินเรื่องนี้มาหลายปีแล้วจากผู้ใหญ่บ้านว่าที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัยในเขตชุมชนจะมีการออกโฉนดให้ซี่งพื้นที่ส่วนใหญ่ในตำบลดอนเมือง อำเภอสีคิ้วที่เราอยู่เป็นสปก 4-01และภบท 5 ทั้งหมดยังไม่มีโฉนดเลยวันนี้ผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมและนำเจ้าหน้าที่กรมที่ดินมารังวัดที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัยให้เป็นโฉนดมันเป็นนโยบาบเดียวกันกับการนำร่อง 35 จังหวัดที่เริ่มทยอยปฏิบัติกันแล้วมันจะทำให้เกษตรดีขึ้นหรือแย่ลงเราก็คือหนึ่งในชุมชนเหมือนกัน
บทวิเคราะห์เรื่องโฉนดชุมชน
ความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับเกษตรกรที่มีข้อพิพาทสิทธิที่ดินกับหน่วยงานรัฐ ด้วยการดำเนินนโยบายโฉนดชุมชน ของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ผ่านมาดูจะเป็นนโยบายที่ก้าวหน้า และโดนใจคนจนมากที่สุดนโยบายหนึ่ง โดยเฉพาะกับกลุ่มคนจนกว่า 3 ล้านคนที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน และรอคอยการแก้ไขปัญหามาแล้วหลายรัฐบาล
แต่พอความพยายามของนโยบายนี้เริ่มต้น กลับมีแนวโน้มว่าแนวความคิดแบบรัฐเดิมที่ต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้เพราะไม่ไว้ใจประชาชน และมุ่งที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะส่วนเพราะไม่ต้องการให้สะเทือนถึงเสถียรภาพรัฐบาล ได้กลับกลายมาเป็นอุปสรรคในการทำงานผลักดันเรื่องโฉนดชุมชน ที่ต้องกลับมาถามรัฐบาลหนักๆ กันอีกครั้งว่า นโยบายโฉนดชุมชนยังคงมีเป้าหมายเพื่อกระจายการถือครองที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมอย่างที่เริ่มต้นไว้ หรือเป็นเพียงนโยบายขายฝัน ทำไว้เล็กน้อยพอเป็นน้ำจิ้ม เพื่อให้สามารถกลับมาขายฝันต่อในสมัยหน้า
การสูญเสียที่ดินทำกินของเกษตรกรทั่วประเทศ ควรจะต้องถูกสรุปบทเรียนอย่างจริงจังจากรัฐบาล และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โฉนดชุมชนเป็นหลักคิดในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ทั้งใน “ที่ดินชุมชน” ที่เกษตรกรมีข้อพิพาทกับรัฐเรื่องกรรมสิทธิ์ และต้องการให้รัฐรับรองสิทธิตามความชอบธรรม รวมไปถึงที่ดินเอกชนหรือที่ดินบุคคลที่เกษตรกรรายย่อยและชุมชนเมืองบางแห่ง สรุปบทเรียนแล้วว่ากรรมสิทธิ์ที่ดินปัจเจกจะทำให้ชุมชนไปไม่รอด จึงต้องการใช้ระบบกรรมสิทธิ์ร่วมเพื่อรักษาที่ดินของชุมชนไว้ ไม่ให้ถูกนำมาเก็งกำไร หรือขายต่อ
ที่ผ่านมาการที่รัฐบาลดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเกษตร โดยสนับสนุนระบบพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานแบบเอียงกระเท่เร่หันขวาเข้าหาทุนใหญ่ ได้ทำให้เกษตรกรรายย่อยและภาคเกษตรกรรมของไทยกลายเป็นภาคการผลิตที่เกือบจะต้องเรียกว่าพิการ เพราะไม่สามารถพึ่งพิงตนเองได้ ที่สำคัญ ปัจจุบันพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานได้ดูดกลืนผืนดินแทบทุกตารางนิ้วของพื้นที่ชนบท จนแทบจะไม่เหลือพื้นที่ไว้สำหรับระบบการผลิตพึ่งพิงตนเอง และเกษตรกรรายย่อยที่ไม่ต้องการเข้าคิวเดินเข้าสู่ระบบคอนแทรค ฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) เป็นลูกจ้างของบริษัทการเกษตรขนาดใหญ่
เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยไม่ได้แยกแยะจัดสัดส่วนให้สมดุลระหว่าง การเติบโตของภาคเศรษฐกิจเกษตรขนาดใหญ่ กับการดูแลปกป้องภาคเกษตรกรรมที่มีเกษตรกรรายย่อยกว่า 20 ล้านคนเป็นองค์ประกอบ ทำให้เกษตรกรรายย่อยแทนที่จะได้รับการสนับสนุนให้เข้มแข็งในระดับท้องถิ่น กลับถูกดูดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจส่งออก ตกเป็นเบี้ยล่างเพราะไม่เข้าใจระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่ทุนใหญ่สามารถกำหนดราคาส่งออก และทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำได้
การสูญเสียที่ดินและการประกาศขายที่ดินของเกษตรกรรายย่อยในชนบทจึงกลายเป็นเรื่องยิ่งกว่าธรรมดา คาดว่าสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รับทราบปัญหานี้ดี เพราะแม้แต่พื้นที่ ส.ป.ก. ก็ถูกขายสิทธิและยากเหลือเกินที่จะตรวจสอบและเรียกคืนได้
โฉนดชุมชน เป็นภูมิปัญญาของคนเฒ่าคนแก่ในชนบทที่คิดได้แล้วว่า ที่ดินเกษตรกรรายย่อยในชนบทไทยไม่ช้าจะต้องถูกขายทอดให้เป็นของบริษัทเกษตรขนาดใหญ่ที่มีทุนมากพอ มีสายป่านยาวพอที่จะต้านทานราคาปุ๋ยยาที่สูง และราคาพืชผลที่ต่ำ ผู้รู้เหล่านี้จึงเสนอระบบกรรมสิทธิ์แบบใหม่เพื่อให้ชุมชนที่ประสงค์จะดูแลพื้นที่เกษตรในชุมชนให้เป็นพื้นที่ทำกินของเกษตรกรรายย่อยต่อไป จัดทำโฉนดชุมชนร่วมกัน เข้าใจว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยเสนอให้รัฐบาลจัดทำโฉนดชุมชนอย่างจริงจังตามนโยบายที่กล่าวไว้
ในความหมายข้างต้นนี้โฉนดชุมชน จึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ที่ดินของรัฐ แต่ยังหมายถึงที่ดินแปลงใดก็ตามที่เกษตรกรรายย่อย หรือคนในชุมชนเมือง ซึ่งประสงค์ร่วมกันจะทำโฉนดชุมชนเพื่อคุ้มครองชุมชนให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรือมีระบบกรรมสิทธิ์ร่วม โดยชุมชนกำหนดเจตนารมณ์อย่างชัดเจนร่วมกันว่าไม่ต้องการที่จะขายที่ดินให้กับนายทุนข้างนอก
ทั้งนี้การที่สมาชิกชุมชนหรือองค์กรชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเจตนารมณ์การใช้ที่ดินของคนในชุมชน ยังจะสามารถก้าวไปได้ไกลถึงการสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้สมาชิกชุมชนทำระบบการเกษตรที่ยั่งยืนและสมดุลได้อีกด้วย ขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันขององค์กรชุมชน และหน่วยงานรัฐในการสร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้ต่อเนื่อง
ในกรณีหากคนในชุมชนต้องการขายที่ดิน เนื่องจากมีอายุขัยเลยวัยทำการเกษตร หรือเดือดร้อนจริงๆ ก็สามารถขายที่ดินให้กับธนาคารที่ดินชุมชนได้ เพื่อให้ที่ดินได้ถูกหมุนไปสู่การใช้ประโยชน์โดยเกษตรกรรายอื่นในชุมชนต่อไป ในความหมายเช่นนี้ โฉนดชุมชนจึงมีความหมายกว้างขวางมาก ทั้งในแง่ของการรับรองสิทธิที่ดินอันชอบธรรมของเกษตรกรในที่ดินรัฐ การคุ้มครองรักษาที่ดินเอกชนให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมในชุมชนที่พร้อม การกระจายการถือครองที่ดินจากคนที่ไม่ต้องการใช้ประโยชน์ไปสู่คนที่ต้องการ และการปฏิรูประบบเกษตรกรรมไปพร้อมๆ กับการปฏิรูปที่ดิน
เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ รัฐบาลจึงต้องเข้าใจโครงสร้างของปัญหาทั้งหมดที่เกี่ยวโยงกันในภาพใหญ่ จะไม่ดีกว่าหรือ หากรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่รัฐ และถือโอกาสสร้างเงื่อนไขที่สามารถคุ้มครองรักษาพื้นที่เกษตรกรรมในที่ดินเกษตรกรทั่วไปที่มีความพร้อมได้ในคราวเดียวกัน
การทำงานของรัฐบาล ที่มุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะส่วนของเกษตรกร อาทิเช่น ปุ๋ยและยาราคาแพงต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตต่ำไม่คุ้มทุน หนี้สินเกษตรกร การขายที่ดินให้กับนายทุน เช่าที่ดินของนายทุนและเป็นลูกจ้างทำกิน โดยละเลยโครงสร้างของปัญหาในภาพรวม น่าจะมีบทเรียนพอสมควรแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาของเกษตรกรทั้งระบบได้
ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจะมองเห็นภาพรวมของปัญหาที่ดินและปัญหาภาคเกษตรกรรมซึ่งเชื่อมโยงกัน และใช้นโยบายโฉนดชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปฏิรูปที่ดินและปฏิรูปวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคำว่าโฉนดชุมชน
สรุปสาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน:ข้อมูลอ้างอิงจากกรมที่ดิน
1. คำปรารภ เป็นการนำเสนอถึงเจตนารมณ์ของการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ โดยที่เห็นเป็นการสมควรจัดให้มีโฉนดชุมชน เพื่อให้ประชาชนซึ่งรวมตัวกันเป็นชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายการถือครองที่ดินในประเทศไทยให้ทั่วถึงและเป็นธรรม รวมทั้งจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแล รักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
2. นิยามศัพท์ที่สำคัญ เป็นการกำหนดคำนิยามศัพท์ที่จำเป็นในการบังคับใช้ระเบียบนี้
"หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า กระทรวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ
"ที่ดินของรัฐ"
หมายความว่า ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทุกประเภท อาทิเช่น
ที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่สงวนหวงห้ามของรัฐ ที่สาธารณประโยชน์ รวมถึงที่ราชพัสดุ และที่ดินซึ่งรัฐได้มาโดยธนาคารที่ดิน
"โฉนดชุมชน" หมายความว่า สิทธิร่วมกันของชุมชนในการบริหารจัดการ การครอบครองที่ดินและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดิน เพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชนและเป็นการรักษาพื้นที่เกษตรในการผลิตพืชอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยการเลือกรูปแบบการผลิต ที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและระบบภูมินิเวศน์ รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุล
"ชุมชน" หมายความว่า กลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพื่อการจัดการดูแลตนเองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีระบบบริหารจัดการและการแสดงเจตนาแทนกลุ่มได้
"จังหวัด" หมายความรวมถึงกรุงเทพมหานคร
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการประสานงานและจัดโฉนดชุมชน
3. ผู้รักษาการตามระเบียบ นายกรัฐมนตรี
4. การจัดตั้ง ที่มาและองค์ประกอบของคณะกรรมการ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการประสานงานและจัดโฉนดชุมชน" เรียกโดยย่อว่า "ปจช." ประกอบด้วย
(1) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ประธานกรรมการ
(2) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ
(3) ปลัดกระทรวงการคลัง กรรมการ
(4) ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการ
(5) ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรรมการ
(6) ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการ
(7) ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประธาน ปจช. แต่งตั้ง อีกไม่เกินหกคน กรรมการ
(8) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการและเลขานุการ
5. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานและจัดโฉนดชุมชน
ให้ ปจช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) เสนอนโยบายและแผนงานในการดำเนินงานโฉนดชุมชนต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดเป็นมติคณะรัฐมนตรีในการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ
(2) กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการดำเนินงานโฉนดชุมชนตามระเบียบนี้
(3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนมีความพร้อมในการดำเนินงานโฉนดชุมชนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
(4) ตรวจสอบและพิจารณาความเหมาะสมของชุมชน ที่จะได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐในการดำเนินงานโฉนดชุมชน ตลอดจนติดตามการดำเนินงานโฉนดชุมชนในแต่ละพื้นที่ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และยกเลิกโฉนดชุมชนที่ทำผิดเงื่อนไข
(5) ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการใดๆ ที่จำเป็นแก่การดำเนินงานจัดให้มีโฉนดชุมชนตามที่คณะกรรมการกำหนด
(6) ประสานงาน ติดตาม และตรวจสอบให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย และแผนงาน ในการดำเนินงานโฉนดชุมชน
(7) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานให้ปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
(8) เรียกให้หน่วยงานของรัฐส่งข้อมูล เอกสาร หลักฐานและข้อเท็จจริง หรือขอให้ส่งผู้แทนมาชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาของ ปจช. หรือคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่ ปจช. แต่งตั้ง
(9) ดำเนินการหรือปฏิบัติงานอื่นใดที่เกี่ยวกับการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ คำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
6. หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโฉนดชุมชน โดยมีหลักการสำคัญ คือ
6.1 เพื่อประโยชน์ในการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐอย่างยั่งยืน ให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่มีที่ดินของรัฐพิจารณาให้ชุมชนซึ่งรวมตัวกันอาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามปีก่อนระเบียบนี้ใช้บังคับมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐร่วมกันภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เมื่อคณะกรรมการกำหนดให้พื้นที่ใดดำเนินการให้มีโฉนดชุมชนแล้ว ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสั่งการให้เป็นไปตามกฎหมายโดยไม่ชักช้า
ระยะเวลาในการดำเนินงานโฉนดชุมชนตามวรรคหนึ่ง หน่วยงานของรัฐจะกำหนดเกินกว่าครั้งละสามสิบปีไม่ได้ และภายในเก้าสิบวันก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ ปจช. พิจารณาถึงความเหมาะสมในการให้สิทธิดำเนินงานโฉนดชุมชนต่อไป

6.2 ในการให้โฉนดชุมชนแก่ชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้เป็นมีการบุกรุกภายหลังจากระเบียบนี้ใช้บังคับ
6.3 ชุมชนที่มีสิทธิได้รับโฉนดชุมชนจะต้องจัดตั้งตัวแทนเป็นคณะกรรมการชุมชนขึ้นเพื่อกระทำการแทนในนามของชุมชน ประกอบด้วย กรรมการที่เลือกตั้งกันเองภายในชุมชนอย่างน้อยเก้าคน แต่ไม่เกินสิบห้าคน และให้กรรมการเลือกกันเองเป็นประธานคนหนึ่ง
หากชุมชนใดรวมตัวกันเป็นสมาคม สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือหมู่คณะอื่น ให้คณะผู้ทำการแทนทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการชุมชนตามวรรคหนึ่ง
6.4 ให้คณะกรรมการชุมชนมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้(1) จัดทำฐานข้อมูลและแผนที่ขอบเขตการจัดการที่ดินของชุมชน โดยครอบคลุมถึงที่ดินส่วนบุคคล ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำการเกษตรกรรม ที่สาธารณะที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
(2) กำหนดแผนการใช้ประโยชน์ในที่ดินและการจัดการระบบการผลิต โดยคำนึงถึงการผลิตที่พึ่งพาตัวเอง และรักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์
(3) กำหนดแผนการอนุรักษ์ การดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรน้ำให้ยั่งยืน
(4) กำหนดแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชน
(5) ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดการ และการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น รวมทั้งการควบคุมให้บุคคลในชุมชนปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว
(6) ดำเนินการให้มีการจัดตั้งกองทุนที่ดินของชุมชน เพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับโฉนดชุมชน
(7) ดำเนินการหรือปฏิบัติการอื่นเกี่ยวกับการดำเนินการโฉนดชุมชนตามระเบียบนี้
6.5 ในกรณีที่มีการกระทำผิดเงื่อนไขที่ให้ไว้ของชุมชนที่ได้รับสิทธิ ให้หน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจยกเลิกโฉนดชุมชนได้ โดยต้องแจ้งล่วงหน้าเป็นหนังสือไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน
6.6 ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการตามระเบียบนี้ภายในหกสิบวัน นับแต่ระเบียบนี้ใช้บังคับและในวาระเริ่มแรกให้มีการดำเนินงานโฉนดชุมชนในพื้นที่นำร่องจำนวนไม่น้อยกว่าสามสิบพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ความเหมือนและความแตกต่างของ นส3ก กับ สปก4-01 และภบท5

นส3ก และ สปก4-01 มีความเหมือนกันและความแตกต่างกันดังนี้ซึ่งจุดเริ่มต้นของที่ดินในการเข้าครอบครองที่ดินคือ ภบท5นั่นเองซึ่งในปัจจุบันนี้หลายพื้นที่ส่วนงานของกรมที่ดินในแต่ละอำเภอได้มอบอำนาจการสำรวจและ
ขี้นทะเบียนสำรวจที่ดินที่เป็นมีทั้งโฉนด นส3ก และ สปก401และภบท5ณ ที่ทำการอบต นั้นๆๆซึ่งการควบคุมเอกสารทาง อบต จะออกเป็นใบ ภบท5 ให้พร้อมกับใบเสร็จที่เสียภาษีควบคู่กันไปทุกครั้งดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเอกสารสิทธิ์ในกรรมสิทธ์ที่ดิน ทั้ง โฉนด นส3ก สปก4-01 หรือภบท 5 เองนั้นต้องมีการควบคุมการเสียภาษีด้วยใบภบท5ด้วยกันทั้งสิ้น

โฉนด และ นส3 ก

สปก 4-01
เอกสาร สิทธิ น ส 3  และ  สปก 4-01 และ ภบท5 แตกต่างกันอย่างไร ?
น.ส.3 เป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินประเภทหนึ่งที่ออกตาม ป.กฎหมายที่ดิน ไม่ต้องห้ามการทำนิติกรรม ส่วน ส.ป.ก.4-01 เป็นหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งที่ดินนั้นไม่อาจออกหนังสือแสดงสิทธิตาม ป.กฎหมายที่ดินได้ เป็นหลักฐานชั่วคราว เมื่อจัดให้เช่าซื้อก็จะให้กรมที่ดินรังวัดเปลี่ยน 4-01 เป็นโฉนดที่ดินให้กับผู้เช่าซื้อต่อไป แต่เป็นโฉนดที่มีข้อจำกัดสิทธิ ข้อมูลโดย : สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ภ.บ.ท. 5 หมายถึง แบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ จะมีการสำรวจรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินของแต่ละแปลงลงในแบบ ภ.บ.ท. 5 เพื่อนำมาทำรายการคิดคำนวณค่าภาษีสำหรับใช้ในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่
กฎหมายที่ดิน ภบท5 ที่ควรรู้
ภ.บ.ท. 5 นั้นเป็นเพียงหลักฐานที่ออกตาม พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 เพื่อสำรวจที่ดินที่มีผู้ถือครองนำมาเป็นหลักฐานในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น มิได้เป็นหลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่มีเพียง ภ.บ.ท. 5 ถือเป็นที่ดินมือเปล่า การซื้อขายกระทำได้โดยการตกลงซื้อขายกันเอง โดยการส่งมอบการครอบครองต่อกัน ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นโดยเป็นเจ้าของที่ดินหรือไม่ และที่ดินที่ซื้อขายกันนั้นเป็นที่สาธารณะหรือที่สงวนหวงห้ามหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อจะต้องเสี่ยงภัยในการซื้อขายที่ดินในลักษณะนี้เอง
การนำแบบ ภ.บ.ท. 5 มาขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน จะกระทำได้เป็นการเฉพาะราย หากที่ดินอยู่ในเกณฑ์ที่จะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ได้ ไม่เป็นที่ต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ข้อ 14 (15) แล้ว การขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจะต้องขอออกตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่พอสรุปได้ ดังนี้

1.
ที่ดินแปลงนั้นจะต้องมีการครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (คือก่อน 1 ธันวาคม 2497) ในการสอบสวนถึงการได้มา หลักฐาน ภ.บ.ท. 5 เป็นพยานเอกสารอย่างหนึ่งที่นำมาประกอบคำขอ ในการพิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น

2.
ที่ดินตามข้อ 1. นั้น ถ้าหากได้มีประกาศเดินสำรวจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ตามมาตรา 58 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน จะต้องแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ถ้าไม่ได้แจ้งและเดินสำรวจไปถึงแล้วไม่นำพนักงานเจ้าหน้าที่เดินสำรวจเพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ถือว่าเจตนาสละสิทธิในที่ดิน จะมาขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอีกไม่ได้

3.
การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในกรณีนี้ จะต้องได้รับอนุมัติในหลักการเหตุผลความจำเป็นจากผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการเฉพาะรายก่อน จึงจะออกให้ได้
กล่าวโดยสรุปว่าภ.บ.ท. 5 ไม่ใช่หลักฐานหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน บุคคลที่มีชื่อใน ภ.บ.ท. 5 อาจจะไม่ใช่เจ้าของที่ดิน และที่ดินอาจจะเป็นที่หวงห้ามที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินให้ได้ก็อาจเป็นได้
การซื้อขายที่ดินที่มีเพียงหลักฐาน ภ.บ.ท. 5((((ผู้ขายอาจไม่ได้แจ้งว่า เป็นที่ดินประเภท ใด เช่น สปก ที่ดินของการนิคม ที่ดินของอุทยานที่ดินของกรมราชทัณฑ์ หรือที่ราชพัสดุ จึงต้องเป็นการตัดสินใจของผู้ซื้อกับวัสถุประสงค์ในการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและกำลังทรัพย์ของท่านในการตัดสินใจเช่นต้องการทำแปลงเกษตรควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์พร้อมที่อยู่อาศัยซึ่งสามรถกระทำได้ ถ้าท่านจะซื้อที่ดินที่มีหลักฐาน ภ.บ.ท. 5 ท่านควรที่จะให้ผู้มีชื่อใน ภ.บ.ท. 5 ยื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อพิสูจน์สิทธิเสียก่อน ว่าสามารถออกเอกสารสิทธิได้หรือไม่ โดยติดต่อสอบถามที่หน่วยงานของรัฐเช่น สปก จังหวัด กรมที่ดินในพื้นที่ๆที่ดินตั้งอยู่หรือที่ดินเหล่านั้นเป็นสปก4-01 ,นส3ก ,ที่ราชพัสดุ,ที่ราชทัณฑ์,ที่ดินอุทยานแห่งชาติหรือที่ดินของสหกรณ์ การนิคมต่างๆๆ เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง